ตอนที่6 วันเสาร์
ถ้าผมหายไปจากโลกนี้
เขาตื่นขึ้นมาและพบว่าแคบเบจยังนอนอยู่ข้างๆเขาซึ่งก็หมายความว่าแมวยังไม่ได้หายไปจากโลกนี้ หรืออีกความหมายก็คือเขากำลังจะหายไปจากโลกนี้นั่นเอง ทั้งๆที่เขาสามารถเลือกกำจัดโทรศัพท์ หนัง นาฬิกาออกจากไปจากโลกได้ แต่เขาไม่สามารถเลือกกำจัดแมวได้ อาจฟังดูเป็นเรื่องที่น่าโง่เขลานักที่จะยอมตายแทนแมวตัวหนึ่ง แต่เขาก็คิดได้ว่า การไปขโมยสิ่งอื่นจากคนอื่นมาเพื่อแลกกับการยืดชีวิตเขาจะเป็นเรื่องที่ทำให้มีความสุข เขาจึงตัดสินใจเลิกที่จะกำจัดของออกจากโลกนี้ และยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา
誰かから何かを奪って、生き延びることが幸せだとは思えなかった。それが太陽だって、海だって、空気だって、猫と何ら変わりなく思えた。だから僕は世界から何かを消すのをやめた。 (p.195)
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2558
世界から猫が消えたなら⑤
ตอนที่5 วันศุกร์
・เล่าความหลังเรื่องเลตัส
・ในขณะที่ไม่สามารถเลือกที่จะลบแคบเบจออกจากโลกได้ แคบเบจก็ได้หายตัวไป
・ระหว่างที่วิ่งตามหาแคบเบจเขาก็ได้นึกถึงวันที่เขาไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาลเมื่อ 4 ปีก่อน แต่พ่อยังไม่
มาเพราะบอกว่าจะซ่อมนาฬิกาข้อมือของแม่ให้เสร็จก่อนถึงค่อยมาหา แต่แม่ก็ได้เสียชีวิตก่อนที่พ่อจะมาถึงโรงพยาบาล เขาเลยโกรธพ่อมากและไม่คุยกับพ่อตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
・เขาเคยคิดว่า家族だから。そこにいることが当たり前で当然いつまでもうまくやっていけるものだと信じて疑わなかった。แต่ความจริงแล้ว 家族って「ある」ものじゃなかった。家族は「する」ものだったんだ。 p.176
・เขาวิ่งมาถึงหน้าโรงหนังและในที่สุดก็เจอแคบเบจที่นั่น และก็ได้พบรักแรกของเขาอีกครั้ง
・สาวรักแรกได้ยื่นจดหมายฉบับนึงให้เขา เป็นจดหมายที่แม่ของเขาเคยฝากไว้กับเธอ เป็นจดหมายเกี่ยวกับสิ่งที่อยากทำ 10 อย่างก่อนตาย แต่สิ่งที่แม่อยากทำทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่ทำเพื่อเขา แม่จึงเปลี่ยนมาเขียนสิบข้อดีของเขาแทน และขอให้มีชีวิตอยู่ต่อโดยไม่ลืมข้อดีทั้งหมดนี้
・แคบเบจพยายามบอกว่าไม่ต้องห่วง ให้เขาเลือกที่จะลบแมวออกจากโลก
・ท้ายสุดของจดหมายแม่เขียนบอกให้เขาคืนดีกับพ่อ
・เล่าความหลังเรื่องเลตัส
・ในขณะที่ไม่สามารถเลือกที่จะลบแคบเบจออกจากโลกได้ แคบเบจก็ได้หายตัวไป
・ระหว่างที่วิ่งตามหาแคบเบจเขาก็ได้นึกถึงวันที่เขาไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาลเมื่อ 4 ปีก่อน แต่พ่อยังไม่
มาเพราะบอกว่าจะซ่อมนาฬิกาข้อมือของแม่ให้เสร็จก่อนถึงค่อยมาหา แต่แม่ก็ได้เสียชีวิตก่อนที่พ่อจะมาถึงโรงพยาบาล เขาเลยโกรธพ่อมากและไม่คุยกับพ่อตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
・เขาเคยคิดว่า家族だから。そこにいることが当たり前で当然いつまでもうまくやっていけるものだと信じて疑わなかった。แต่ความจริงแล้ว 家族って「ある」ものじゃなかった。家族は「する」ものだったんだ。 p.176
・เขาวิ่งมาถึงหน้าโรงหนังและในที่สุดก็เจอแคบเบจที่นั่น และก็ได้พบรักแรกของเขาอีกครั้ง
・สาวรักแรกได้ยื่นจดหมายฉบับนึงให้เขา เป็นจดหมายที่แม่ของเขาเคยฝากไว้กับเธอ เป็นจดหมายเกี่ยวกับสิ่งที่อยากทำ 10 อย่างก่อนตาย แต่สิ่งที่แม่อยากทำทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่ทำเพื่อเขา แม่จึงเปลี่ยนมาเขียนสิบข้อดีของเขาแทน และขอให้มีชีวิตอยู่ต่อโดยไม่ลืมข้อดีทั้งหมดนี้
・แคบเบจพยายามบอกว่าไม่ต้องห่วง ให้เขาเลือกที่จะลบแมวออกจากโลก
・ท้ายสุดของจดหมายแม่เขียนบอกให้เขาคืนดีกับพ่อ
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558
世界から猫が消えたなら④
ตอนที่ 4 วันพฤหัส
เมื่อนาฬิกาหายไปจากโลก
・จู่ๆแคบเบจแมวที่เขาเลี้ยงไว้ก็พูดได้ด้วยเวทมนตร์ของอะโลฮ่า เมื่อแคบเบจพูดได้เขาถึงได้เข้าใจความรู้สึกของแคบเบจมากขึ้น เขามักจะเข้าใจเเคบเบจผิดเสมอ เช่น แคบเบจอยากไปเดินเล่นเขาจะคิดว่าอยากกินข้าว เมื่ออยากกินข้าวก็จะให้แคบเบจไปนอน (ในเรื่อง)
・วันนี้เขาตัดสินใจลบนาฬิกาออกจากโลก
・เมื่อลบนาฬิกาออกก็ทำให้เขานึกถึงพ่อที่ทำงานอยู่ที่ร้านซ่อมนาฬิกาที่เมืองข้างๆขึ้นมา แต่เขาก็ไม่ได้พบกับพ่อมา 4 ปีแล้ว
・เวลาเป็นสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเอง ในเมื่อตอนนี้ไม่มีเวลามาเป็นสิ่งกำหนดเขาจึงตัดสินใจออกไปเดินเล่นข้างนิกกับแคบเบจ
・ถึงแม้ว่าการที่มีกำหนดเวลาจะทำให้รู้สึกไม่มีอิสระในการทำสิ่งต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันการที่มีอิสระเกินไปก็ทำให้รู้สึกกังวลขึ้นมา
「人間は、不自由さと引き換えに決まり事があるという安心感を得たのだ。」p.127
"มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เมื่อกำหนดสิ่งที่แลกเปลี่ยนกับความไม่เป็นอิสระของตัวเองจะทำให้รู้สึกได้รับความสบายใจ" (เหมือนการที่มีนาฬิกาเป็นตัวกำหนดเวลาที่จะทำสิ่งต่างๆแล้วจะรู้สึกสบายใจกว่าที่ไม่มีอะไนมากำหนด)
・ในระหว่างที่เดินเล่นกับแคบเบจ เขาก็ได้คุยเรื่องต่างๆกับแคบเบจมากมาย แต่พอพูดถึงเรื่องแม่ของเขาที่เมื่อก่อนพาแคบเบจออกมาเดินเล่นเป็นประจำแคบเบจกลับจำแม่เขาไม่ได้เลย
・เขาจึงได้ค้นอัลบั้มรูปมาให้แคบเบจดู มีรูปที่เขาได้ไปเที่ยวออนเซนกับพ่อแม่และแคบเบจ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่แม่ได้ไปเที่ยวกับครอบครัวก่อนเสียชีวิต ซึ่งการเที่ยวครั้งนี้เป็นคำขอของแม่ที่อยากไปเที่ยวพร้อมหน้ากัน แต่ก็ได้เกิดเรื่องราววุ่นวายในการเที่ยวครั้งนี้เนื่องจากการเข้าใจผิดทำให้โรงแรมที่จองไว้เต็ม ้ป็นครั้งแรกที่เขาเห็นพ่อของเขสวิ่งสุดความสามารถเพื่อหาโรงแรมใหม่ จนในที่สุดก็ได้เข้าพักในโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง เขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แคบเบจฟัง แคบเบจก็ไม่มีท่าทีที่จะนึกออก แต่แคบเบจก็ได้บอกกับเขาว่าถึงแม้ว่าจะนึกไม่ออก แต่มีอย่างเดียวที่จำได้คือความสุขในตอนที่ได้ถ่ายรูปนี้ เมื่อแคบเบจพูดเช่นนี้จึงทำให้เขานึกบางอย่างออกขึ้นมา ไม่ใช่ว่าแม่เขาอยากไปเที่ยวหรอก แต่แม่อยากให้เขาได้คืนดีกับพ่อต่างหาก แม้แต่ในเวลาช้่วงสุดท้ายของแม่ แม่ก็ยังใช้เพื่อเขา
・ก่อนหมดวันอะโลฮ่าก็ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับมาบอกสิ่งต่อไปที่จะลบไปจากโลกนี้ ซึ่งสิ่งต่อไปก็คือ แมว
จบตอนที่4
เมื่อนาฬิกาหายไปจากโลก
・จู่ๆแคบเบจแมวที่เขาเลี้ยงไว้ก็พูดได้ด้วยเวทมนตร์ของอะโลฮ่า เมื่อแคบเบจพูดได้เขาถึงได้เข้าใจความรู้สึกของแคบเบจมากขึ้น เขามักจะเข้าใจเเคบเบจผิดเสมอ เช่น แคบเบจอยากไปเดินเล่นเขาจะคิดว่าอยากกินข้าว เมื่ออยากกินข้าวก็จะให้แคบเบจไปนอน (ในเรื่อง)
・วันนี้เขาตัดสินใจลบนาฬิกาออกจากโลก
・เมื่อลบนาฬิกาออกก็ทำให้เขานึกถึงพ่อที่ทำงานอยู่ที่ร้านซ่อมนาฬิกาที่เมืองข้างๆขึ้นมา แต่เขาก็ไม่ได้พบกับพ่อมา 4 ปีแล้ว
・เวลาเป็นสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเอง ในเมื่อตอนนี้ไม่มีเวลามาเป็นสิ่งกำหนดเขาจึงตัดสินใจออกไปเดินเล่นข้างนิกกับแคบเบจ
・ถึงแม้ว่าการที่มีกำหนดเวลาจะทำให้รู้สึกไม่มีอิสระในการทำสิ่งต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันการที่มีอิสระเกินไปก็ทำให้รู้สึกกังวลขึ้นมา
「人間は、不自由さと引き換えに決まり事があるという安心感を得たのだ。」p.127
"มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เมื่อกำหนดสิ่งที่แลกเปลี่ยนกับความไม่เป็นอิสระของตัวเองจะทำให้รู้สึกได้รับความสบายใจ" (เหมือนการที่มีนาฬิกาเป็นตัวกำหนดเวลาที่จะทำสิ่งต่างๆแล้วจะรู้สึกสบายใจกว่าที่ไม่มีอะไนมากำหนด)
・ในระหว่างที่เดินเล่นกับแคบเบจ เขาก็ได้คุยเรื่องต่างๆกับแคบเบจมากมาย แต่พอพูดถึงเรื่องแม่ของเขาที่เมื่อก่อนพาแคบเบจออกมาเดินเล่นเป็นประจำแคบเบจกลับจำแม่เขาไม่ได้เลย
・เขาจึงได้ค้นอัลบั้มรูปมาให้แคบเบจดู มีรูปที่เขาได้ไปเที่ยวออนเซนกับพ่อแม่และแคบเบจ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่แม่ได้ไปเที่ยวกับครอบครัวก่อนเสียชีวิต ซึ่งการเที่ยวครั้งนี้เป็นคำขอของแม่ที่อยากไปเที่ยวพร้อมหน้ากัน แต่ก็ได้เกิดเรื่องราววุ่นวายในการเที่ยวครั้งนี้เนื่องจากการเข้าใจผิดทำให้โรงแรมที่จองไว้เต็ม ้ป็นครั้งแรกที่เขาเห็นพ่อของเขสวิ่งสุดความสามารถเพื่อหาโรงแรมใหม่ จนในที่สุดก็ได้เข้าพักในโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง เขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แคบเบจฟัง แคบเบจก็ไม่มีท่าทีที่จะนึกออก แต่แคบเบจก็ได้บอกกับเขาว่าถึงแม้ว่าจะนึกไม่ออก แต่มีอย่างเดียวที่จำได้คือความสุขในตอนที่ได้ถ่ายรูปนี้ เมื่อแคบเบจพูดเช่นนี้จึงทำให้เขานึกบางอย่างออกขึ้นมา ไม่ใช่ว่าแม่เขาอยากไปเที่ยวหรอก แต่แม่อยากให้เขาได้คืนดีกับพ่อต่างหาก แม้แต่ในเวลาช้่วงสุดท้ายของแม่ แม่ก็ยังใช้เพื่อเขา
・ก่อนหมดวันอะโลฮ่าก็ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับมาบอกสิ่งต่อไปที่จะลบไปจากโลกนี้ ซึ่งสิ่งต่อไปก็คือ แมว
จบตอนที่4
世界から猫が消えたなら③
ตอนที่3 วันพุธ
เมื่อโลกนี้ไม่มีหนัง
・ คำพูดที่รู้สึกเสียดแทงหัวใจที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้ก็คือ คำพูดของชาร์ลี แชปลิน
「人生は近くで見ると悲劇だけれど、遠くから見れば喜劇だ」
"ชีวิตคือโศกนาฏกรรมเมื่อคุณมองมันในมุมใกล้ แต่มันเป็นเรื่องขำขันเมื่อมองในมุมไกล"
「死と同じように避けられないものがある。それは生きることだ。」
สิ่งที่หนีไม่พ้นเหมือนกับความตายก็คือการมีชีวิตอยู่ต่อ
・พอเขาได้รู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย เขาก็รู้สึกได้ว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่รู้สึกเสียดายที่ยังไม่ได้ทำ รู้สึกได้ถึงเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ทุกอย่างบนโลกนี้ที่มีตัวตนล้วนมีเหตูผลในการมีชีวิตทั้งสิ้น แม้แต่แมงกระพรุนหรือแม้แต่ก้อนหินริมทาง
・หลังจากที่อะโลฮ่าได้ยื่นข้อเสนอครั้งใหม่ ในตอนแรกเขาลังเลที่จะลบหนังออกจากโลกนี้ (p.93)เพราะเขารู้สึกผิดกับคนที่ชอบดูหนัง และยิ่งกว่าสิ่งใดเขารู้สึกผิดที่จะการดูหนังซึ่งเป็นสิ่งที่รักแรกของเขาชอบไปจากเธอ แต่เมื่อไต่รตรองดูอีกครั้งเขาจึงคิดได้ว่าเขาก็ไม่สามารถดูหนังได้อยู่ดีถ้าเขาตายไป สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจที่จะลบหนังออกจากโลก และใช้สิทธิครั้งสุดท้ายในการดูหนังกับเธอ
・เขาพยายามหาหนังที่จะได้ดูเป็นครั้งสุดท้าย จึงได้ไปหาซึตายะเพื่อนสมัยมัธยมของเขาที่เป็นโอตาคุหนังให้ช่วยเลือกหนังให้
・ซึตายะเป็นคนเงียบๆไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่พอเป็นเรื่องหนังจะคุยไม่หยุด
・ซึตายะเลือกเรื่อง「ライムライト」เป็นเรื่องรายของนักบัลเล่ต์ที่ไม่สามารถทำตามความฝันของตัวเองได้จึงฆ่าตัวตาย ซึ่งมีประโยคเด็ดของเรื่องคือ 「生きていくことは美しく素晴らしい。くらげにだって生きている意味がある」
・แต่เมื่อไปถึงโรงหนังกำลังจะแกะกล่องดูเขาก็พบว่าในนั้นไม่ได้มีแผ่นหนังใส่เอาไว้ ทำให้เขาได้คิดถึงประโยคนึงในหนัง「フォレスト・ガンプ」「人生はチョコレート箱のようだ。開けてみないと分からない。」"ชีวิตก็เหมือนกล่องช็อกโกแลตถ้าไม่เปิดดูก็ไม่มีทางรู้" สุดท้ายเขาจึงเลือกดูเรื่องE.T.แทน
・E.T.เป็นหนังเรื่องแรกที่เขาได้ไปดูกับพ่อแม่ในโรงหนังตอน 3 ขวบ แต่ถึงแม้จะดูเรื่องเดิมแต่ความรู้สึกในตอนนี้ก็ไม่เหมือนตอนนั้นอีกแล้ว เป็นสิ่งที่ต้องสูญเสียไปเมื่่อเป็นผู้ใหญ่
・เมื่อดูจบเธอก็ได้ถามเขาว่ารู้เหตุผลมั้ยว่าทำไมเวลาที่ดูหนังที่มีฉากจบเศร้า เธอต้องย้อนกลับมาดูอีกครั้ง เหตุผลก็คือเพราะบางทีถ้ามาดูอีกรอบอาจจะจบHappy End ก็ได้
・และเขาก็ได้นึกถึงคำพูดของแม่เขาที่ว่า「ほとんどの大切なことは、失われた後に気付くものよ」"สิ่งสำคัญส่วนใหญ่เรามักจะรู้สึกว่ามันสำคัญก็ตอนที่ได้สูญเสียมันไปแล้ว" ขึ้นมา ซึ่งตอนนี้เขาก็ได้รู้สึกแล้วกับการที่เขาลบหนังออกไป
จบตอนที่3
เมื่อโลกนี้ไม่มีหนัง
・ คำพูดที่รู้สึกเสียดแทงหัวใจที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้ก็คือ คำพูดของชาร์ลี แชปลิน
「人生は近くで見ると悲劇だけれど、遠くから見れば喜劇だ」
"ชีวิตคือโศกนาฏกรรมเมื่อคุณมองมันในมุมใกล้ แต่มันเป็นเรื่องขำขันเมื่อมองในมุมไกล"
「死と同じように避けられないものがある。それは生きることだ。」
สิ่งที่หนีไม่พ้นเหมือนกับความตายก็คือการมีชีวิตอยู่ต่อ
・พอเขาได้รู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย เขาก็รู้สึกได้ว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่รู้สึกเสียดายที่ยังไม่ได้ทำ รู้สึกได้ถึงเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ทุกอย่างบนโลกนี้ที่มีตัวตนล้วนมีเหตูผลในการมีชีวิตทั้งสิ้น แม้แต่แมงกระพรุนหรือแม้แต่ก้อนหินริมทาง
・หลังจากที่อะโลฮ่าได้ยื่นข้อเสนอครั้งใหม่ ในตอนแรกเขาลังเลที่จะลบหนังออกจากโลกนี้ (p.93)เพราะเขารู้สึกผิดกับคนที่ชอบดูหนัง และยิ่งกว่าสิ่งใดเขารู้สึกผิดที่จะการดูหนังซึ่งเป็นสิ่งที่รักแรกของเขาชอบไปจากเธอ แต่เมื่อไต่รตรองดูอีกครั้งเขาจึงคิดได้ว่าเขาก็ไม่สามารถดูหนังได้อยู่ดีถ้าเขาตายไป สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจที่จะลบหนังออกจากโลก และใช้สิทธิครั้งสุดท้ายในการดูหนังกับเธอ
・เขาพยายามหาหนังที่จะได้ดูเป็นครั้งสุดท้าย จึงได้ไปหาซึตายะเพื่อนสมัยมัธยมของเขาที่เป็นโอตาคุหนังให้ช่วยเลือกหนังให้
・ซึตายะเป็นคนเงียบๆไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่พอเป็นเรื่องหนังจะคุยไม่หยุด
・ซึตายะเลือกเรื่อง「ライムライト」เป็นเรื่องรายของนักบัลเล่ต์ที่ไม่สามารถทำตามความฝันของตัวเองได้จึงฆ่าตัวตาย ซึ่งมีประโยคเด็ดของเรื่องคือ 「生きていくことは美しく素晴らしい。くらげにだって生きている意味がある」
・แต่เมื่อไปถึงโรงหนังกำลังจะแกะกล่องดูเขาก็พบว่าในนั้นไม่ได้มีแผ่นหนังใส่เอาไว้ ทำให้เขาได้คิดถึงประโยคนึงในหนัง「フォレスト・ガンプ」「人生はチョコレート箱のようだ。開けてみないと分からない。」"ชีวิตก็เหมือนกล่องช็อกโกแลตถ้าไม่เปิดดูก็ไม่มีทางรู้" สุดท้ายเขาจึงเลือกดูเรื่องE.T.แทน
・E.T.เป็นหนังเรื่องแรกที่เขาได้ไปดูกับพ่อแม่ในโรงหนังตอน 3 ขวบ แต่ถึงแม้จะดูเรื่องเดิมแต่ความรู้สึกในตอนนี้ก็ไม่เหมือนตอนนั้นอีกแล้ว เป็นสิ่งที่ต้องสูญเสียไปเมื่่อเป็นผู้ใหญ่
・เมื่อดูจบเธอก็ได้ถามเขาว่ารู้เหตุผลมั้ยว่าทำไมเวลาที่ดูหนังที่มีฉากจบเศร้า เธอต้องย้อนกลับมาดูอีกครั้ง เหตุผลก็คือเพราะบางทีถ้ามาดูอีกรอบอาจจะจบHappy End ก็ได้
・และเขาก็ได้นึกถึงคำพูดของแม่เขาที่ว่า「ほとんどの大切なことは、失われた後に気付くものよ」"สิ่งสำคัญส่วนใหญ่เรามักจะรู้สึกว่ามันสำคัญก็ตอนที่ได้สูญเสียมันไปแล้ว" ขึ้นมา ซึ่งตอนนี้เขาก็ได้รู้สึกแล้วกับการที่เขาลบหนังออกไป
จบตอนที่3
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558
世界から猫が消えたなら②
ตอนที่2 วันอังคาร
เมื่อโลกนี้ไม่มีโทรศัพท์
เริ่มต้นมาด้วยการเล่าเรื่องอดีตของพระเอก
・ตอนพระเอกอายุ5ขวบ แม่ได้เก็บแมวตัวนึงมาเลี้ยงไว้ และตั้งชื่อให้ว่าเลตัส ซึ่งที่จริงแม่เป็นโรคแพ้ขยสัตว์แต่เมื่อเลตัสได้เข้ามาอยู่ในบ้าน อาการของแม่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง ซึ่งเหมือนกับคำที่แม่คอยพร่ำบอกอยู่บ่อยๆว่า 「何かを得るためには、何かを失わなくてはね」(เพื่อให้ได้สิ่งบางอย่างมา ก็ต้องมีบางอย่างที่สูญเสียไป) แต่เมื่อผ่านไป 11 ปีเลตัสก็เป็นเนื้องอกตาย ตั้งแต่นั้นมาแม่ก็เอาแต่เก็บตัวอยู่กับบ้าน ไม่ดป็นอันทำอะไร
・จนหนึ่งเดือนผ่านไประหว่างทางกลับบ้านแม่ก็ได้ไปเจอลูกแมวตัวนึงหน้าตาเหมือนเลตัสเปี๊ยบ แม่เลยได้เก็บลูกแมวตัวนั้นมาเลี้ยง
・แต่ทว่าเมื่อ 4 ปีก่อนแม่ก็ได้จากโลกนี้ไปด้วยเนื้องอกเหมือนเลตัส
กลับมาต่อที่ปัจจุบัน
・เมื่อวานเขาได้ลบโทรศัพท์ออกไปจากโลก แต่ก่อนจะลบอะโลฮ่าก็ได้ให้สิทธิพิเศษในการโทรครั้งสุดท้าย เขาจึงเลือกที่จะโทรหารักแรกของเขา และนัดเจอกันในวันนี้
・เขาได้นั่งรถไฟไปหาเธอ บรรยากาศในรถไฟวันนี้ไม่เหมือนวันก่อนๆอีกต่อไป ไม่มีใครที่เล่นโทรศัพท์แม้แต่คนเดียว มีแต่คนนั่งอ่านหนังสือและฟังเพลง
・แต่การหายไปของโทรศัพท์นี้ไม่ได้เป็นการหายไปตั้งแต่เริ่มต้น ตามป้ายประกาศก็ยังมีป้ายโฆษณาที่เขียนเบอร์โทรศัพท์ไว้อยู่ แต่เป็นการหายในรูปแบบของวัตถุ แต่เป็นตัวตนของโทรศัพท์ที่หายไปทำให้ไม่มีใครสนใจ เปรียบเหมือนของใช้วิเศษของโดราเอมอน "หมวกหินริมทาง" ที่เมื่อใครสวมหมวกนี้ไปจะกลายเป็นมีตัวตนเหมือนก้อนหินริมทางที่ไม่มีใครใส่ใจ 「この世界から消えていない。だが、誰も気づかない」」p.52
・เขาได้ตระหนักถึงความสำคัญของโทรศัพท์อีกครั้งก็ตอนที่เมื่อถึงเวลานัดแต่รักแรกของเขาก็ไม่โผล่มาซักที เขาจึงทำได้แค่ยืนรอเธอต่อไปจนผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเธอถึงได้มา
・เขาจึงได้เล่าเรื่องที่ว่าเขากำลังจะตายให้เธอฟัง รวมถึงเล่าเรื่องอดีตที่เคยผ่านกันมา
・ในอดีตเขาเป็นคนพูดน้อย แต่พอคุยโทรศัพท์แล้วจะพูดมากขึ้นมาทันที
・สมัยตอนที่ยังคบกันอยู่เธอก็สนิทกับแม่ของเขามาก
・แต่เหตุผลที่เลิกกัน เหตุผลยิบๆย่อยๆก็คือเขาไม่เคยจำรายละเอียดอะไรของเธอไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เธอชอบกิน หรือ สัตว์ที่เธอชอบ หรืออะไรได้เลย แต่เหตุผลหลักมาจากทริปเดทที่ไปเที่ยวที่บัวโนสไอเรส ในระหว่างการเดินทางเขาได้พบกับทอมที่ที่พักแห่งหนึง ทอมกำลังเดินทางไปรอบโลก ซึ่งทอมก็ได้สอนเขาในหลายๆเรื่อง 「この世界にはたくさんの残酷なことがる。でもそれと同じぐらい美しいものがある。」(ในโลกนี้มีหลายอย่างที่เป็นสิ่งที่โหดร้าย แต่ในขณะเดียวกันก็มีสิ่งที่สวยงามอยู่ไม่แพ้กัน) แต่คืนก่อนที่ทั้งคู่จะกลับญี่ปุ่นก็ได้รู้ว่าทอมนั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว เซึ่งเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้รับรู้ถึงความตาย ระหว่างทางกลับบนเครื่องบินทั้งคู่ก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลย เมื่อกลับมาถึงญี่ปุ่นวันต่อมาพวกเขาก็เลิกกันโดยผ่านทางการโทรศัพท์
・เขารู้สึกเสียใจและนึกเสียดาย ถ้าตอนที่อยู่ในเครื่องบินเขามีโทรศัพท์ เขาคงไม่ต้องเลิกกับเธอ เขาคงจะสามารถถามเธอไปได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ สามารถถามความรู้สึกของเธอได้ไม่ใช่ปล่อยให้เธออยู่เพียงลำพัง
・ก่อนแยกจากกันกับเธอในวันนี้ เธอก็ได้ชวนเขาให้มาดูหนังด้วยกัน โดยให้เขาไปหาหนังที่ชอบมา ซึ่งจะมาดูด้วยกันในวันหลัง เนื่องจากเธอทำงานอยู่โรงหนังจึงสามารถขอยืมใช้โรงหนังหลังเวลาเลิกทำการได้
・เมื่อแยกจากกันอะโลฮ่า ปีศาจก็ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ได้ยื่นข้อเสนอว่า ถ้าต้องการยืดชีวิตอายุตัวเอง ต้องแลกกับการลบหนังออกจากโลกนี้
จบในส่วนของวันอังคาร
ในตอนนี้พระเอกก็ได้เริ่มรู้สึกถึงผลกระทบที่เขาได้เลือกลบสิ่งของบางอย่างออกจากโลกไป สิ่งที่เคยทำจนชิน เมื่อจู่ๆหายไปก็รับรู้ได้ถึงความลำบาก ความไม่สะดวกสบายขึ้นมา ซึ่งตัวอย่างในตอนนี้ก็คือโทรศัพท์ได้หายไปจากโลก แต่เมื่อลองนึกย้อนกลับไปดีๆในอดีตเมื่อก่อนก็ไม่ได้มีโทรศัพท์แต่ผู้คนทุกคนก็สามารถใช้ชีวิตกันได้อย่างสบายไม่ได้เดือนร้อนอะไร แต่พอเป็นปัจจุบัน แค่ตื่นนอนมาเราก็เผลอที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดก่อนโดยไม่รู้ตัว วันไหนที่ลืมโทรศัพท์ก็รู้สึกกระวนกระวายขึ้นมา นอกจากนั้นยัได้เห็นว่าการมีตัวตนของโทรศัพท์ขึ้นมามันทำให้เราสนใจสิ่งรอบข้างนั้นน้อยลง ไม่ว่าจะจำนวนคนที่อ่านหนังสือน้อยลงในรถไฟ หรือที่ในเรื่องนี้พระเอกได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ มันเป็นสาเหตุให้เขาต้องเลิกกับแฟน เพราะเขารู้สึกว่าถ้าไม่มีโทรศัพท์เขาก็ไม่สามารถสื่อความรู้สึกของเขาไปถึงเธอได้ การที่มีโทรศัพท์ทำให้คนเราเผชิญหน้ากันน้อยลงซึ่งได้กลายเป็นปัญหาในสังคมที่พบบ่อยมากขึ้นในปัจจุบัน
เมื่อโลกนี้ไม่มีโทรศัพท์
เริ่มต้นมาด้วยการเล่าเรื่องอดีตของพระเอก
・ตอนพระเอกอายุ5ขวบ แม่ได้เก็บแมวตัวนึงมาเลี้ยงไว้ และตั้งชื่อให้ว่าเลตัส ซึ่งที่จริงแม่เป็นโรคแพ้ขยสัตว์แต่เมื่อเลตัสได้เข้ามาอยู่ในบ้าน อาการของแม่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง ซึ่งเหมือนกับคำที่แม่คอยพร่ำบอกอยู่บ่อยๆว่า 「何かを得るためには、何かを失わなくてはね」(เพื่อให้ได้สิ่งบางอย่างมา ก็ต้องมีบางอย่างที่สูญเสียไป) แต่เมื่อผ่านไป 11 ปีเลตัสก็เป็นเนื้องอกตาย ตั้งแต่นั้นมาแม่ก็เอาแต่เก็บตัวอยู่กับบ้าน ไม่ดป็นอันทำอะไร
・จนหนึ่งเดือนผ่านไประหว่างทางกลับบ้านแม่ก็ได้ไปเจอลูกแมวตัวนึงหน้าตาเหมือนเลตัสเปี๊ยบ แม่เลยได้เก็บลูกแมวตัวนั้นมาเลี้ยง
・แต่ทว่าเมื่อ 4 ปีก่อนแม่ก็ได้จากโลกนี้ไปด้วยเนื้องอกเหมือนเลตัส
กลับมาต่อที่ปัจจุบัน
・เมื่อวานเขาได้ลบโทรศัพท์ออกไปจากโลก แต่ก่อนจะลบอะโลฮ่าก็ได้ให้สิทธิพิเศษในการโทรครั้งสุดท้าย เขาจึงเลือกที่จะโทรหารักแรกของเขา และนัดเจอกันในวันนี้
・เขาได้นั่งรถไฟไปหาเธอ บรรยากาศในรถไฟวันนี้ไม่เหมือนวันก่อนๆอีกต่อไป ไม่มีใครที่เล่นโทรศัพท์แม้แต่คนเดียว มีแต่คนนั่งอ่านหนังสือและฟังเพลง
・แต่การหายไปของโทรศัพท์นี้ไม่ได้เป็นการหายไปตั้งแต่เริ่มต้น ตามป้ายประกาศก็ยังมีป้ายโฆษณาที่เขียนเบอร์โทรศัพท์ไว้อยู่ แต่เป็นการหายในรูปแบบของวัตถุ แต่เป็นตัวตนของโทรศัพท์ที่หายไปทำให้ไม่มีใครสนใจ เปรียบเหมือนของใช้วิเศษของโดราเอมอน "หมวกหินริมทาง" ที่เมื่อใครสวมหมวกนี้ไปจะกลายเป็นมีตัวตนเหมือนก้อนหินริมทางที่ไม่มีใครใส่ใจ 「この世界から消えていない。だが、誰も気づかない」」p.52
・เขาได้ตระหนักถึงความสำคัญของโทรศัพท์อีกครั้งก็ตอนที่เมื่อถึงเวลานัดแต่รักแรกของเขาก็ไม่โผล่มาซักที เขาจึงทำได้แค่ยืนรอเธอต่อไปจนผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเธอถึงได้มา
・เขาจึงได้เล่าเรื่องที่ว่าเขากำลังจะตายให้เธอฟัง รวมถึงเล่าเรื่องอดีตที่เคยผ่านกันมา
・ในอดีตเขาเป็นคนพูดน้อย แต่พอคุยโทรศัพท์แล้วจะพูดมากขึ้นมาทันที
・สมัยตอนที่ยังคบกันอยู่เธอก็สนิทกับแม่ของเขามาก
・แต่เหตุผลที่เลิกกัน เหตุผลยิบๆย่อยๆก็คือเขาไม่เคยจำรายละเอียดอะไรของเธอไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เธอชอบกิน หรือ สัตว์ที่เธอชอบ หรืออะไรได้เลย แต่เหตุผลหลักมาจากทริปเดทที่ไปเที่ยวที่บัวโนสไอเรส ในระหว่างการเดินทางเขาได้พบกับทอมที่ที่พักแห่งหนึง ทอมกำลังเดินทางไปรอบโลก ซึ่งทอมก็ได้สอนเขาในหลายๆเรื่อง 「この世界にはたくさんの残酷なことがる。でもそれと同じぐらい美しいものがある。」(ในโลกนี้มีหลายอย่างที่เป็นสิ่งที่โหดร้าย แต่ในขณะเดียวกันก็มีสิ่งที่สวยงามอยู่ไม่แพ้กัน) แต่คืนก่อนที่ทั้งคู่จะกลับญี่ปุ่นก็ได้รู้ว่าทอมนั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว เซึ่งเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้รับรู้ถึงความตาย ระหว่างทางกลับบนเครื่องบินทั้งคู่ก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลย เมื่อกลับมาถึงญี่ปุ่นวันต่อมาพวกเขาก็เลิกกันโดยผ่านทางการโทรศัพท์
・เขารู้สึกเสียใจและนึกเสียดาย ถ้าตอนที่อยู่ในเครื่องบินเขามีโทรศัพท์ เขาคงไม่ต้องเลิกกับเธอ เขาคงจะสามารถถามเธอไปได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ สามารถถามความรู้สึกของเธอได้ไม่ใช่ปล่อยให้เธออยู่เพียงลำพัง
・ก่อนแยกจากกันกับเธอในวันนี้ เธอก็ได้ชวนเขาให้มาดูหนังด้วยกัน โดยให้เขาไปหาหนังที่ชอบมา ซึ่งจะมาดูด้วยกันในวันหลัง เนื่องจากเธอทำงานอยู่โรงหนังจึงสามารถขอยืมใช้โรงหนังหลังเวลาเลิกทำการได้
・เมื่อแยกจากกันอะโลฮ่า ปีศาจก็ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ได้ยื่นข้อเสนอว่า ถ้าต้องการยืดชีวิตอายุตัวเอง ต้องแลกกับการลบหนังออกจากโลกนี้
จบในส่วนของวันอังคาร
★ ★ ★
ความเห็นเล็กๆน้อยๆ
วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2558
世界から猫が消えたなら①
แค่ชื่อเรื่อง世界から猫が消えたならก็ฟังดูน่าสนใจแล้วใช่มะ?ถ้าแมวหายไปจากโลก
ถ้ามีแปลตรงไหนผิดพลาดไป มีจุดเข้าใจยากเขียนไม่รู้เรื่องก็ขออภัยด้วยนะคะ
ปกติอ่านอย่างเดียวไม่ค่อยได้มาแปลนู่นนี่หรอก555
แต่นี่มาเขียนเพราะว่าเขียนไว้เตือนความจำตัวเองด้วย อ่านแล้วชอบลืมOTL
เข้าสู่คำโปรยของเรื่อง
ถ้าแมวหายไปจากโลก..... โลกนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ชีวิตของผมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ถ้าแมวหายไปจากโลก.....โลกก็อาจจะไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง วันพรุ่งนี้ก็อาจจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆเหมือนเดิม
คุณอาจจะคิดว่ามันเป็นการเพ้อฝันที่ดูไร้สาระก็เป็นได้ แต่ก็อยากจะให้คุณเชื่อว่าเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมจริงในช่วงเจ็ดวันนี้
เป็นเจ็ดวันที่แสนประหลาด
และจากนั้นอีกไม่นาน ผมกำลังจะตาย
ทำไมถึงเป็นอย่างนี้น่ะเหรอ
ผมตั้งใจว่าจะเขียนเหตุผลนี้ไว้ทีหลัง เพราะไม่งั้นคงเป็นจดหมายถึงคุณที่ยาวมาก
แต่ก็หวังว่าจะคุณจะตามไปกับผมจนจบ
แล้วก็นี่จะเป็นจดหมายครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ผมเขียนถึงคุณ
ใช่แล้ว นี่คือ จดหมายลาตายของผม
โดยต่อจากนี้ตัวเนื้อเรื่องจะแบ่งเป็นทั้งหมด7ตอน โดยแบ่งตามเรื่องราวในแต่ละวันที่เกิดขึ้นกับตัวเขานะคะ คงไม่ได้แปลทุกตัวอักษรแต่เป็นแนวสรุปคร่าวๆเนอะ
ตอนที่① วันจันทร์ : เมื่อปีศาจมาเยือน
ในเรื่องนี้ตัวเอกจะเป็นหนุ่มวัย30 ทำงานเป็นบุรุษไปรษณีย์ อาศัยอยู่กับแมว แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็พบว่าตัวเขานั้นเป็นโรคเนื้องอกในสมองระยะที่4 และจะมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ไม่กี่วัน ในระหว่างที่กำลังหมดอาลัยตายอยาก ก็ได้มีปีศาจนามว่า "อะโลฮ่า" ที่มีหน้าตาเหมือนเขามาโผล่ขึ้นข้างหน้า โดยปีศาจอะโลฮ่าตนนี้ได้มาบอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่7วัน แต่ก็มีข้อเสนอจะช่วยยืดอายุขัยให้โดยมีเงื่อนไขว่า ให้สามารถลบสิ่งของจากโลกนี้หนึ่งอย่างโดยแลกกับอายุเพิ่มอีกหนึ่งวัน
「この世界からひとつだけ何かを消す。その代わりに、あなたには一日命を得ることができる」
「何かを得るためには、何かを失わなくてはならない」เพื่อที่จะได้อะไรมา ก็ต้องมีบางอย่างที่สูญเสียไป....
เมื่อถูกยื่นข้อเสนอให้ เลยทำให้เขาได้คิดว่าถ้าเขาลบสิ่งของไปเรื่อยๆ ของบางอย่างที่มีบนโลกนี้ก็ได้แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ได้เสียหายอะไร ก็จะทำให้มีอายุเพิ่มขึ้นได้อีกทั้งยังไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไร
เขาจึงได้เริ่มบอกอะโลฮ่าให้ช่วยลบฝุ่นบนชั้นหนังสือ เชื้อราในห้องน้ำ แต่ทว่าอะโลฮ่าไม่ยอม เงื่อนไขการลบสิ่งของครั้งนี้อะโลฮ่าจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง
(ปีศาจนี่มันปีศาจจริงๆแฮะ=_=)
สักพักอะโลฮ่าจึงได้กวาดสายตาไปรอบห้องแล้วก็ไปเจอกับきのこの山
อะโลฮ่าเลยยื่นข้อเสนอว่าจะขอลบช็อกโกแลตได้มั้ย
ทางฝ่ายพระเอกก็คิดหนักกังวลไปต่างๆนานานถ้าช็อกโกแลตหายไปจากโลกนี้ มนุษย์ที่รักการกินช็อกโกแลตจะคร่ำครวญ กรีดร้องกันขนาดไหน ระดับน้ำตาลในเลือดของทนุษย์พวกนั้นอาจจะต่ำลง ไม่มีแรงที่จะใช้ชีวิตต่อ บลาๆๆๆ(เว่อร์ไปมั้ย。。。。)
แต่ในขณะที่เขากำลังจะขอให้อะโลฮ่าลบช็อกโกแลตออกไปจากโลก อะโลฮ่าได้ลองหยิบช็อกโกแลตมาชิมพอดี ปรากฏว่า อร่อย!!! อะโลฮ่าเปลี่ยนใจทันที ไม่ยอมลบช็อกโกแลตออกจากโลกด้วยเหตุผลที่ว่าของอร่อยแบบนี้ควรมีอยู่ต่อไป(อ้าววว แล้วชีวิตพระเอกของเราล่ะ?!)
สักพักอะโลฮ่าก็เหลือบไปเห็นโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วถามเขาว่าถ้างั้นลบโทรศัพท์มือถือแทนดีมั้ย ระหว่างที่เขากำลังคิดอะโลฮ่าก็เร่งถามว่าจะลบไม่ลบ โดยเร่งนับถอยหลัง สุดท้าย เขาจึงรีบพูดว่าจะลบไป
แต่เมื่อพูดจบ เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้โทรศัพท์ไปหาพ่อเลย ตั้งแต่ที่แม่ได้เสียชีวิตไป4ปี ก็ไม่เคยได้ติดต่อพ่ออีกเลย พ่อของเขาทำงานอยู่ที่ร้านนาฬิกาเมืองข้างๆ ในระหว่างที่กำลังนึกอยู่นั้น อะโลฮ่าก็บอกว่า เป็นเรื่องปกติที่เวลาจะลบของสักอย่างทุกคนจะคิดอะไรหลายๆอย่างขึ้นมา เพราะงั้นจึงมีข้อเสนอพิเศษให้คือ จะมีสิทธิ์ใช้ของชิ้นนั้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะลบ
「一回だけ消すものを使ってもいいという権利」
เมื่อถูกบอกอย่างนั้น เขาจึงเริ่มกดไล่ดูชื่อในโทรศัพท์ เขานึกถึงพ่อเขาขึ้นมา แต่ไม่ได้เจอมาตั้ง4ปี จู่ๆจะโทรไปก็รู้สึกยังไงอยู่ เขาจึงไล่ดูชื่อต่อไป เป็นชื่อเพื่อนสนิทKของเขาตั้งแต่สมัยเด็ก แต่ถ้าอยู่ๆจะไปบอกว่า"เดี๋ยวฉันจะตายแล้วนะ"หรือบอกว่า"จะลบโทรศัพท์แล้ว เลยจะโทรมาเป็นครั้งสุดท้าย" ถ้าพูดแบบนี้ไปก็คงจะโดนหาว่าบ้าอีก จึงเป็นอันยกเลิกที่จะโทรไปหาเพื่อนK เขาเลยคิดว่าถ้างั้นโทรไปหารุ่นพี่ที่ทำงานดีมั้ย แต่คิดไปคิดมารุ่นพี่ก็คงจะวุ่นกับการทำงานอยู่จะเป็นการรบกวน
ถึงแม้จะมีเบอร์โทรศัพท์อยู่ในเครื่อง แต่ท้ายสุดเขาก็ยังไม่สามารถเลือกได้ว่าจะโทรไปหาใครคนสุดท้าย
「僕には人生の最後に、電話で話す値する人がいなかった。それほどまでに希薄な人間関係の中で、僕という人間は生きてきた。」
แล้วในตอนนั้นเองเขาก็นึกถึงเบอร์โทรศัพท์เบอร์นึงออก เบอร์ที่ไม่ได้บันทึกลงในมือถือเขา
เมื่อโทรเสร็จอะโลฮ่าจึงได้ลบโทรศัพท์ออกไปพร้อมกับส่งวิ้งค์ให้
พร้อมกับหายตัวไปพร้อมโทรศัพท์
ทันใดนั้น
เขาจึงคิดได้ว่าเขาจะต้องรีบไปคนๆนั้นให้ได้ คนที่เขาโทรศัพท์ไปหาเป็นคนสุดท้าย
และเรื่องราวสุดแสนประหลาดในเจ็ดวันก็ได้เริ่มขึ้น
จบตอน①
พออ่านจบตอนแรก กลิ่นดราม่านี่ลอยมาเลย ถ้าใครหวังว่าอยากจะอ่านเรื่องนี้เพราะหน้าปกเป็นแมว เนื้อเรื่องน่าจะเกี่ยวกับแมวอาจจะผิดหวังได้เนอะ55555 แต่ก็รู้สึกว่าเนื้อเรื่องค่อนข้างน่าติดตามอยู่นะ ไว้เดี๋ยวมีเวลาแล้วจะมาเขียนเล่าต่อเน้
สารภาพว่าอ่านจบไป2ตอนแล้วยังไม่รู้ว่าควรจะวิเคราะห์ไปแนวไหนดีเลยล่ะค่ะ แหะๆTvT
ตาไดมะ
สวัสดีค่ะ กลับมาเขียนบล๊อกอีกรอบ ~
แต่กลับมาครั้งนี้ไม่ได้อัพเพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิชาApp jap lingแล้ว
แต่อันนี้อยากอัพเก็บเอาไว้อ่านเองด้วย
เข้าเรื่องเลย ตอนนี้อยู่ปี5ละ แล้วได้ลงวิชานวนิยายญี่ปุ่นร่วมสมัยไป
แล้วอาจารย์ก็ให้การบ้านมาว่าให้ไปหาหนังสือนิยายญี่ปุ่นเรื่องอะไรก็ได้หลังสงครามโลกครั้งที่2
มาวิเคราะห์
เอาล่ะสิ ปกติอ่านนิยายที่ไหนล่ะ(อ่านแต่การ์ตูน555) ก็นั่งนึกอยู่นานมาก เปิดเน็ตค้นแล้วค้นอีกว่าจะเอาเรื่องอะไรดี
นิยายที่น่าสนใจก็มีหลายเรื่องเลย แต่ประเด็นคือ ตัวเองจะสามารถอ่านให้จบและทำรายงานได้ทันรึป่าว ดังนั้นพวกเนื้อเรื่องยากๆหนาๆก็เป็นอันตกไป
ที่จริงอยากทำเรื่อง告白เพราะมีแบบแปลภาษาไทย(ดูเหมาะสำหรับคนขี้เกียจอ่านตัวหนังสือญี่ปุ่นเยอะๆแบบกิ555) แต่ก็มีเพื่อนทำไปแล้วไปทำซ้ำก็ไม่อยากอีก เลยต้องมาเริ่มหาใหม่ โดยพยายามหานิยายญี่ปุ่นที่มีแปลไทย ปรากฏว่าได้พบเรื่องน่าตกใจคือทำไมไทยมีนิยายแปลญี่ปุ่นอยู่น้อยมากกก!(ถ้าไม่นับพวกไลท์โนเวล) แล้วที่มีส่วนใหญ่ก็เป็นซีรีย์สืบสวนแทบทั้งนั้น ซึ่งกิไม่ได้ชอบแนวนี้ไง จะให้อ่านก็ไม่อยากอีก ทำไมชั้นเรื่องมากงี้=w=a
สุดท้ายก็ไปเจอกับหนังสือ世界から猫が消えたなら เห็นปกปุ๊ป นี่มันหนังสือที่เคยเห็นตอนไปทำไบต์ที่คิโนะนี่หน่า เลยลองอ่านเรื่องย่อดู เนื้อเรื่องก็น่าสนใจดี แล้วมีแค่200กว่าหน้า ยังพอดูมีปัญญาที่จะอ่านให้จบ ที่สำคัญคือเป็นเรื่องที่มีแพลนจะทำเป็นหนังในปีหน้าด้วย เพราะงั้นก็คาดหวังเนื้อเรื่องได้ในระดับนึงเนอะ และยังมีเเบบเวอร์ชั่นมังงะอีก ถึงจะไม่มีแปลไทย มีมังงะให้ดูก็คงช่วยได้เยอะอยู่
ในที่สุดก็เลยตัดสินใจว่าเอาเรื่องนี้แหล่ะ เรื่องที่ชั้นจะฝากชีวิตรายงานเทอมนี้เอาไว้5555
จะผ่านไม่ผ่านอีก3เดือนค่อยมาดูใหม่เนอะ=w=
แต่กลับมาครั้งนี้ไม่ได้อัพเพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิชาApp jap lingแล้ว
แต่อันนี้อยากอัพเก็บเอาไว้อ่านเองด้วย
เข้าเรื่องเลย ตอนนี้อยู่ปี5ละ แล้วได้ลงวิชานวนิยายญี่ปุ่นร่วมสมัยไป
แล้วอาจารย์ก็ให้การบ้านมาว่าให้ไปหาหนังสือนิยายญี่ปุ่นเรื่องอะไรก็ได้หลังสงครามโลกครั้งที่2
มาวิเคราะห์
เอาล่ะสิ ปกติอ่านนิยายที่ไหนล่ะ(อ่านแต่การ์ตูน555) ก็นั่งนึกอยู่นานมาก เปิดเน็ตค้นแล้วค้นอีกว่าจะเอาเรื่องอะไรดี
นิยายที่น่าสนใจก็มีหลายเรื่องเลย แต่ประเด็นคือ ตัวเองจะสามารถอ่านให้จบและทำรายงานได้ทันรึป่าว ดังนั้นพวกเนื้อเรื่องยากๆหนาๆก็เป็นอันตกไป
ที่จริงอยากทำเรื่อง告白เพราะมีแบบแปลภาษาไทย(ดูเหมาะสำหรับคนขี้เกียจอ่านตัวหนังสือญี่ปุ่นเยอะๆแบบกิ555) แต่ก็มีเพื่อนทำไปแล้วไปทำซ้ำก็ไม่อยากอีก เลยต้องมาเริ่มหาใหม่ โดยพยายามหานิยายญี่ปุ่นที่มีแปลไทย ปรากฏว่าได้พบเรื่องน่าตกใจคือทำไมไทยมีนิยายแปลญี่ปุ่นอยู่น้อยมากกก!(ถ้าไม่นับพวกไลท์โนเวล) แล้วที่มีส่วนใหญ่ก็เป็นซีรีย์สืบสวนแทบทั้งนั้น ซึ่งกิไม่ได้ชอบแนวนี้ไง จะให้อ่านก็ไม่อยากอีก ทำไมชั้นเรื่องมากงี้=w=a
สุดท้ายก็ไปเจอกับหนังสือ世界から猫が消えたなら เห็นปกปุ๊ป นี่มันหนังสือที่เคยเห็นตอนไปทำไบต์ที่คิโนะนี่หน่า เลยลองอ่านเรื่องย่อดู เนื้อเรื่องก็น่าสนใจดี แล้วมีแค่200กว่าหน้า ยังพอดูมีปัญญาที่จะอ่านให้จบ ที่สำคัญคือเป็นเรื่องที่มีแพลนจะทำเป็นหนังในปีหน้าด้วย เพราะงั้นก็คาดหวังเนื้อเรื่องได้ในระดับนึงเนอะ และยังมีเเบบเวอร์ชั่นมังงะอีก ถึงจะไม่มีแปลไทย มีมังงะให้ดูก็คงช่วยได้เยอะอยู่
ในที่สุดก็เลยตัดสินใจว่าเอาเรื่องนี้แหล่ะ เรื่องที่ชั้นจะฝากชีวิตรายงานเทอมนี้เอาไว้5555
จะผ่านไม่ผ่านอีก3เดือนค่อยมาดูใหม่เนอะ=w=
วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557
ลองพากย์ดูบ้าง
ไหนๆก็ลองแปลมาหลายครั้งแล้ว
ครั้งนี้เลยจะมาลองฝึกพากย์ เป็นภาคปฏิบัติบ้างนะคะ
เพิ่งเคยลองพากย์อะไรแบบนี้ครั้งแรก บอกเลยว่าอายมากค่ะ5555
ยังตัดต่อยังไม่ค่อยเนียนมีช่วงเพลงหายไม่ก็มีเสียงออริจินัลแทรกเข้ามา ก็ขออภัยนะคะ
ไม่นึกว่าจำทำยากแบบนั้น555
ส่วนที่ยูกิลองพากย์ก็คือตัวหนังสือสีชมพูนะคะ จากเรื่องk-onที่เคยแปลเอาไว้ครั้งก่อน
กดดูคลิปตามลิ้งค์ข้างล่างนะคะ^^
บท
うい: おねえちゃん、そろそろ起きないと おねえちゃん
ゆい:えー!8時だ 遅刻 遅刻!!!
うい:なんで急ぐの
ゆい:遅刻
おばさん:あら、ゆいちゃん
ゆい:おはよう
ゆい:あれ?見間違いた
ゆい:今日から高校生
ーーーーーーOPーーーーーー
入学おめでとうございます
\ぜひテニス部へ ぜひ柔道部へ ぜひ茶道部へ/
のどか:何やってるの?ゆい
ゆい:あ、のどかちゃん、実はどの部活に入ろうとまよって!
のどか:えー まだ決めてなかったの もう学校初めってから2週間もたってるよ
ゆい:でもでも 私運動音痴だし、文学系の倶楽部もよくわからないし
のどか:こうやってニートが出来上がっていくのね
ゆい:部活やってないだけでニート! ?
のどか:振りかえて見ると、ゆいって今までなんの部活もやってこなったのね
ゆい:なにかしなくちゃいけないような気がするんだけど いったいなにをすればいいんだろう
พอได้ลองฝึกอะไรแบบนี้ถึงทำให้ได้รู้เลยว่าการพูดให้เหมือนคนญี่ปุ่นยังต้องฝึกอีกเยอะ
ยิ่งพากย์ให้เป็นการ์ตูนด้วยอีกยิ่งต้องฝึกฝนเป็นอย่างมากเลย
ไม่ใช่แค่เรื่องการเลือกใช้コロケーションให้ถูกต้องอย่างเดียว ต้องกะจังหวะในการพูดให้ตรงรวมถึงการออกเสียง発音ให้ถูกต้องด้วย
วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2557
ฝึกแปลอนิเม⑤
สวัสดีค่า
วันนี้ได้อนิเมที่จะเลือกมาแปลคือเรื่องแม่มดน้อยโดเรมีล่ะค่ะ
ย้อนวัยกันหน่อยเนอะ คิดถึงสมัยเด็กๆที่ต้องรูปตื่นเช้ามาเปิดดูช่อง9การ์ตูนทุกอาทิตย์จัง555
ดูทุกภาคเลย แต่ดูเป็นพากย์ไทยมาตลอด
วันนี้ก็เลยถือโอกาสลองมาแปลแล้วฟังเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นดูบ้าง
พอจะเริ่มแปลแล้วตื่นเต้นจัง(ที่จริงเป็นคนชอบเรื่องแนวเวทมนตร์แม่มดไรงี้มากเลยล่ะค่ะ แหะๆ=w=")
ครั้งนี้จะเริ่มจากกลางตอนเลยนะคะ เริ่มนาทีที่8.35 จะเป็นช่วงที่นางเอกโดเรมีได้ไปพอแม่มดเข้าเลยต้องกลายมาเป็นแม่มดฝึกหัดไปด้วย
บทภาษาไทย
แม่มด: เข้ามาซี่
โดเรมี:สวัสดีค่ะ
แม่มด:ยินดีต้อนรับสู่บ้านเวทมนตร์ ฉันเห็นความปรารถนาอย่างยิ่งยวดในตัวของเธอนะ
โดเรมี:ห๊ะ ถุงมือนี่ แม่มดจะสวมถุงมือไว้ตลอดเวลา ตาของแม่มดจะเต็มไปด้วยเส้นเลือดจึงเป็นสีแดง แม่มดจะเกลียดเด็กอย่างมาก ก็เลยมีจมูกใหญ่ เพื่อที่จะสูดกลิ่นจะได้รู้ตัวเวลาที่เด็กเข้ามาใกล้ เหมือนกันหมดทุกอย่างเลย เหมือนในตำราเป๊ะเลย ไม่น่าเชื่อ นี่อาจจะเป็นตัวจริง
แม่มด:นั่นคือจี้เวทมนตร์ที่จะบันดาลให้คำอธิษฐานต่างๆเป็นจริงขึ้นมา
โดเรมี:เวทมนตร์!!!
แม่มด:แต่ว่าพอได้สมตามที่ปรารถนาแล้ว
โดเรมี:เอ่อ คือว่า
แม่มด:ฮึ อะไรล่ะเห๊อะ อยู่ๆก็ทะลุกลางห้องขึ้นมา
โดเรมี:คุณมาคิฮาตายะ มาริกะ
แม่มด:มาคิฮาตะยามะ ริกะสิยะ! จริงๆเลยนะ แบบนี้ถึงได้เกลียดเด็กนักไง พูดผิดทุกที
โดเรมี:เกลียดเด็กเหรอ งั้นก็แสดงว่า จริงๆด้วย คุณริกะน่ะ
แม่มด:อะ อะไรกันจ๊ะ
โดเรมี:คุณริกะ อาจจะเป็น
แม่มด:ห๊ะ ไม่น่าเชื่อ
โดเรมี:แม่มด
แม่มด:หนอยแน่ กล้าดียังไงถึงทำให้ฉันต้องกลายเป็นสภาพแบบนี้ล่ะเนี่ย
โดเรมี:อะไรกันเนี่ย ฉันทำอะไรเหรอ
แมว:คืออย่างนี้นะ แม่มดน่ะพอโดนใครเปิดเผยร่างที่แท้จริงล่ะก็จะต้องโดนให้กลายเป็นลูกอ๊อดแม่มดแบบนี้แหล่ะ
แม่มด:เธอจะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ทั้งหมดเลย
โดเรมี:ถึงจะบอกให้รับผิดชอบก็เถอะ แต่เรื่องแม่มดลูกอ๊อดอะไรเนี่ยฉันไม่รู้เรื่องด้วยนะ แล้วแมวก็พูดได้แถมแปลงร่างได้ด้วย มันอะไรกันนักหนาก็ไม่รู้อ่ะ
แม่มด:หยุดเดี๋ยวนี้นะ
แมวที่แปลงร่าง:ถ้าคิดว่าจะกลับไปแบบนี้ล่ะก็ ผิดมหันต์เลยนะ
แม่มด:จริงด้วยตามนั้นเลยอ่ะ ถ้าเธอยังไม่ได้เป็นแม่มดล่ะก็ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับไปเลย
โดเรมี:แม่มด?
บทญี่ปุ่นที่ลองแปล
魔女:入りなさい
どれみ:こんにちは
魔女:魔法堂へようこそ 私はあなたの願望を見たのよ
どれみ:あれ!手袋 魔女はいつも手袋をかぶってる 魔女の目は赤い血管だらけ 魔女は子供が大嫌い それで子供が近づいてくる時に気づいたために、大きい鼻がある。 ぜんぶぴったり。本と同じ まさか 本物?
魔女:それは願いを叶える魔法のペンダント
どれみ:魔法!
魔女:でも、叶えたら...
どれみ:あ...あのう
魔女:は!何 いきなり声を出す
どれみ:まきはたや まりかさん
魔女:まきはたやま りかなのよ!まったく だから、子供が大嫌いなのよ!いつも私の名前を呼び間違えた。
どれみ:子供が大嫌い?じゃ、本当はりかさんって
魔女:な 何?
どれみ:りかさんはたぶん....
魔女:はっ!ありえない
どれみ:魔女
魔女:まったく なんでこのような状態にしたんだ
どれみ:何?私何をしたの
猫:あのね 魔女って正体にばれたら、魔女のおたまじゃくしになるのよ このように
魔女:あなたは全責任を持ちなさい
どれみ:責任って言われても でも 、魔女のおたまじゃくのことなんか知らないよ それに猫もしゃべれるし、変身できるし なんなのよ?
魔女:待ちなさい
猫:このまま帰ったら、大間違いよ
魔女:そうよ あなたは魔女にならなかったら、帰るつもりはないよ
魔女:魔女?
ครั้งนี้รู้สึกว่าตัวเองแปลได้มึนจัง555
ไหนจะคำศัพท์ความปรารถนาที่มีให้เลือกเยอะมาก ไหนจะรูปประโยคหรือการเลือกใช้คำกริยาTT
จะผิดขนาดไหนเดี๋ยวมาลองดูบทที่ถูกต้องกันละกันเนอะ
http://www.dailymotion.com/video/x10ftts_err-ojamajo-doremi-01-vostfr_shortfilms?search_algo=1
บทภาษาญี่ปุ่นต้นฉบับ
魔女:入りなさいいらっしゃい
どれみ:こんにちは
魔女:魔法堂へようこそようこそ魔法堂へสลับที่กัน=_= 私はあなたの願望を見たのよよほど切実な願いを持つと見える
どれみ:あれ!手袋 魔女はいつも年中手袋をかぶってるしているอ้าวใส่ถุงมือใช้กริยาしているหรอเนี่ย555 魔女の目は赤い血管だらけ血走っているので赤く見える 魔女は子供が大嫌いなので それで子供が近づいてくる時に気づいたためにきてもすぐわかるように、大きい鼻がある鼻が大きい。 ぜんぶぴったり。本と同じ まさかもしかして 本物?
魔女:それはなんでも願いを叶える魔法のペンダントじゃ
どれみ:魔法!
魔女:でもただし、願いことによっては叶えたら...
どれみ:あ...あのう
魔女:は!何じゃいきなり声を出す話の途中で
どれみ:まきはたや まりかさんって
魔女:まきはたやま りかなのよじゃ!まったく これだから、子供が大嫌いなのよじゃ!いつも私の名前を呼び間違えた。
どれみ:子供が大嫌い?じゃってことは、やっぱり本当はりかさんって
魔女:な 何を?
どれみ:りかさんはたぶんひょっとして....
魔女:はっ!ありえないまさか
どれみ:魔女
魔女:まったく なんでこのような状態にしたんだよくもわしをこんな姿にして くれたなぁ!
どれみ:何?何のこと 私が何をかしたの
猫:あのね 魔女っては正体にばれたらを言い当てられると、魔女のおたまじゃくしになるのよ このようにこんな風に魔女ガエルになっちゃうのよ
魔女:あなたは全責任を持ちなさい取ってもらうぞ
どれみ:責任って言われてもでも 、魔女のおたまじゃくのことなんか私魔女カエルよく知らないよし それに猫もしゃべれるし、変身できるし なんなのよ?
魔女:待ちなさいこりゃ
猫:このまま帰ったら帰れると思ったら、大間違いよ
魔女:そうよそのとおり あなたは魔女にならなかったら、帰るつもりはないよお前には魔女になってもらうまでかえすにはいかん!
魔女:そんな え!魔女?
ครั้งนี้ได้コロケーションเพิ่ม
คือ責任をとる คือการรับผิดชอบค่ะ ครั้งแรกไปใช้ผิดเป็น責任を持つอันนี้คือมีความรับผิดชอบ
แล้วก็〜を言い当てる แปลว่าการเดาหรือทายถูก
ตัวอย่างในที่นี้คือ正体を言い当てられるที่มีความหมายว่า เดาร่างที่แท้จริงถูก
แล้วก็ได้ความรู้เพิ่มในเรื่องภาษาคนแก่ที่ชอบใช้การลงท้ายด้วย〜じゃ
ยิ่งพอลองแปลมากขึ้นเรื่อยๆก็เจอสิ่งที่ยังไม่รู้อีกเยอะแยะเลย555
แต่ก็รู้สึกดีใจที่ได้รู้ข้อบกพร่องของตัวเองล่ะค่ะ
วันนี้ได้อนิเมที่จะเลือกมาแปลคือเรื่องแม่มดน้อยโดเรมีล่ะค่ะ
ย้อนวัยกันหน่อยเนอะ คิดถึงสมัยเด็กๆที่ต้องรูปตื่นเช้ามาเปิดดูช่อง9การ์ตูนทุกอาทิตย์จัง555
ดูทุกภาคเลย แต่ดูเป็นพากย์ไทยมาตลอด
วันนี้ก็เลยถือโอกาสลองมาแปลแล้วฟังเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นดูบ้าง
พอจะเริ่มแปลแล้วตื่นเต้นจัง(ที่จริงเป็นคนชอบเรื่องแนวเวทมนตร์แม่มดไรงี้มากเลยล่ะค่ะ แหะๆ=w=")
ครั้งนี้จะเริ่มจากกลางตอนเลยนะคะ เริ่มนาทีที่8.35 จะเป็นช่วงที่นางเอกโดเรมีได้ไปพอแม่มดเข้าเลยต้องกลายมาเป็นแม่มดฝึกหัดไปด้วย
บทภาษาไทย
แม่มด: เข้ามาซี่
โดเรมี:สวัสดีค่ะ
แม่มด:ยินดีต้อนรับสู่บ้านเวทมนตร์ ฉันเห็นความปรารถนาอย่างยิ่งยวดในตัวของเธอนะ
โดเรมี:ห๊ะ ถุงมือนี่ แม่มดจะสวมถุงมือไว้ตลอดเวลา ตาของแม่มดจะเต็มไปด้วยเส้นเลือดจึงเป็นสีแดง แม่มดจะเกลียดเด็กอย่างมาก ก็เลยมีจมูกใหญ่ เพื่อที่จะสูดกลิ่นจะได้รู้ตัวเวลาที่เด็กเข้ามาใกล้ เหมือนกันหมดทุกอย่างเลย เหมือนในตำราเป๊ะเลย ไม่น่าเชื่อ นี่อาจจะเป็นตัวจริง
แม่มด:นั่นคือจี้เวทมนตร์ที่จะบันดาลให้คำอธิษฐานต่างๆเป็นจริงขึ้นมา
โดเรมี:เวทมนตร์!!!
แม่มด:แต่ว่าพอได้สมตามที่ปรารถนาแล้ว
โดเรมี:เอ่อ คือว่า
แม่มด:ฮึ อะไรล่ะเห๊อะ อยู่ๆก็ทะลุกลางห้องขึ้นมา
โดเรมี:คุณมาคิฮาตายะ มาริกะ
แม่มด:มาคิฮาตะยามะ ริกะสิยะ! จริงๆเลยนะ แบบนี้ถึงได้เกลียดเด็กนักไง พูดผิดทุกที
โดเรมี:เกลียดเด็กเหรอ งั้นก็แสดงว่า จริงๆด้วย คุณริกะน่ะ
แม่มด:อะ อะไรกันจ๊ะ
โดเรมี:คุณริกะ อาจจะเป็น
แม่มด:ห๊ะ ไม่น่าเชื่อ
โดเรมี:แม่มด
แม่มด:หนอยแน่ กล้าดียังไงถึงทำให้ฉันต้องกลายเป็นสภาพแบบนี้ล่ะเนี่ย
โดเรมี:อะไรกันเนี่ย ฉันทำอะไรเหรอ
แมว:คืออย่างนี้นะ แม่มดน่ะพอโดนใครเปิดเผยร่างที่แท้จริงล่ะก็จะต้องโดนให้กลายเป็นลูกอ๊อดแม่มดแบบนี้แหล่ะ
แม่มด:เธอจะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ทั้งหมดเลย
โดเรมี:ถึงจะบอกให้รับผิดชอบก็เถอะ แต่เรื่องแม่มดลูกอ๊อดอะไรเนี่ยฉันไม่รู้เรื่องด้วยนะ แล้วแมวก็พูดได้แถมแปลงร่างได้ด้วย มันอะไรกันนักหนาก็ไม่รู้อ่ะ
แม่มด:หยุดเดี๋ยวนี้นะ
แมวที่แปลงร่าง:ถ้าคิดว่าจะกลับไปแบบนี้ล่ะก็ ผิดมหันต์เลยนะ
แม่มด:จริงด้วยตามนั้นเลยอ่ะ ถ้าเธอยังไม่ได้เป็นแม่มดล่ะก็ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับไปเลย
โดเรมี:แม่มด?
บทญี่ปุ่นที่ลองแปล
魔女:入りなさい
どれみ:こんにちは
魔女:魔法堂へようこそ 私はあなたの願望を見たのよ
どれみ:あれ!手袋 魔女はいつも手袋をかぶってる 魔女の目は赤い血管だらけ 魔女は子供が大嫌い それで子供が近づいてくる時に気づいたために、大きい鼻がある。 ぜんぶぴったり。本と同じ まさか 本物?
魔女:それは願いを叶える魔法のペンダント
どれみ:魔法!
魔女:でも、叶えたら...
どれみ:あ...あのう
魔女:は!何 いきなり声を出す
どれみ:まきはたや まりかさん
魔女:まきはたやま りかなのよ!まったく だから、子供が大嫌いなのよ!いつも私の名前を呼び間違えた。
どれみ:子供が大嫌い?じゃ、本当はりかさんって
魔女:な 何?
どれみ:りかさんはたぶん....
魔女:はっ!ありえない
どれみ:魔女
魔女:まったく なんでこのような状態にしたんだ
どれみ:何?私何をしたの
猫:あのね 魔女って正体にばれたら、魔女のおたまじゃくしになるのよ このように
魔女:あなたは全責任を持ちなさい
どれみ:責任って言われても でも 、魔女のおたまじゃくのことなんか知らないよ それに猫もしゃべれるし、変身できるし なんなのよ?
魔女:待ちなさい
猫:このまま帰ったら、大間違いよ
魔女:そうよ あなたは魔女にならなかったら、帰るつもりはないよ
魔女:魔女?
ครั้งนี้รู้สึกว่าตัวเองแปลได้มึนจัง555
ไหนจะคำศัพท์ความปรารถนาที่มีให้เลือกเยอะมาก ไหนจะรูปประโยคหรือการเลือกใช้คำกริยาTT
จะผิดขนาดไหนเดี๋ยวมาลองดูบทที่ถูกต้องกันละกันเนอะ
http://www.dailymotion.com/video/x10ftts_err-ojamajo-doremi-01-vostfr_shortfilms?search_algo=1
บทภาษาญี่ปุ่นต้นฉบับ
魔女:
どれみ:こんにちは
魔女:
どれみ:あ
魔女:それはなんでも願いを叶える魔法のペンダントじゃ
どれみ:魔法!
魔女:
どれみ:あ...あのう
魔女:は!何じゃ
どれみ:まきはたや まりかさんって
魔女:まきはたやま りか
どれみ:子供が大嫌い?
魔女:な 何を?
どれみ:
魔女:
どれみ:魔女
魔女:
どれみ:何?何のこと 私が何
猫:あのね 魔女
魔女:
どれみ:責任って言われても
魔女:
猫:このまま
魔女:
魔女:そんな え!魔女?
ครั้งนี้ได้コロケーションเพิ่ม
คือ責任をとる คือการรับผิดชอบค่ะ ครั้งแรกไปใช้ผิดเป็น責任を持つอันนี้คือมีความรับผิดชอบ
แล้วก็〜を言い当てる แปลว่าการเดาหรือทายถูก
ตัวอย่างในที่นี้คือ正体を言い当てられるที่มีความหมายว่า เดาร่างที่แท้จริงถูก
แล้วก็ได้ความรู้เพิ่มในเรื่องภาษาคนแก่ที่ชอบใช้การลงท้ายด้วย〜じゃ
ยิ่งพอลองแปลมากขึ้นเรื่อยๆก็เจอสิ่งที่ยังไม่รู้อีกเยอะแยะเลย555
แต่ก็รู้สึกดีใจที่ได้รู้ข้อบกพร่องของตัวเองล่ะค่ะ
วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2557
ฝึกแปลอนิเม④
ในที่สุด ก็สอบเสร็จทั้งหมดแล้วค่า
เย่ ตบมือๆๆๆ ><
เป็นสัปดาห์ที่สาหัสสุดๆสำหรับปีสามเลย
แต่เอาเถอะ ก็รอดตายมาได้แล้ว แต่คะแนนนั่นอีกเรื่องนะคะ5555
ได้เวลากลับมาเขียนบล๊อกต่อ
คราวนี้จะมาแปลเรื่องK-on ค่ะ จะเป็นแนวการ์ตูนใสๆ
แนวชีวิตนักเรียนอีกแล้วค่ะ555 แต่จะเน้นเรื่องชมรมดนตรีเป็นส่วนใหญ่
ถือเป็นอนิเมเรื่องดังของญี่ปุ่นเรื่องนึงเลยทีเดียว
https://docs.google.com/file/d/0B8wy0vyAjji8Z2RUYkFFMGhrSmc/edit
บทภาษาไทยที่แกะมา
อุอิ: พี่ค้า ต้องตื่นแล้วนะคะ พี่ค้า
ยูอิ: เอ๋ 8 โมง สายแล้วล่ะ สายแล้ว
อุอิ:ทำไมต้องรีบด้วย
ยูอิ:สายแล้วๆๆๆ
คุณป้า: อ้าว ยูอิจัง
ยูอิ:อรุนสวัสดิ์ค่า
ยูอิ:เอ๋ ดูเวลาผิดหรอ
ยูอิ:ตั้งแต่วันนี้ ก็เป็นนักเรียนม.ปลายแล้ว
-------เพลงเปิด-----
ยินดีด้วยนะที่ผ่านเข้ามาได้
\มาเข้าชมรมเทนนิสสิ เข้าชมรมยูโดสิ เข้าชมรมชงชาสิ/
นารุกะ:ทำอะไรอยู่น่ะ ยูอิ
ยูอิ:อ๊ะ นารุกะจัง ที่จริงแล้วกำลังลังเลอยู่ว่าจะเลือกชมรมไหนดีน่ะ
นารุกะ: เอ๋ ยังเลือกไม่ได้อีกเหรอ ห๊ะ นี่พวกเราเปิดเรียนมาตั้ง2อาทิตย์แล้วนะ รู้มั้ย
ยูอิ:แต่ว่า แต่ว่า ฉันเล่นกีฬาก็ไม่ได้เรื่อง พวกชมรมวัฒนธรรมก็ไม่ค่อยรู้จักด้วยอ่ะ
นารุกะ:เฮ้อ ไม่นึกเลยว่าแบบนี้ก็ทำให้มีนีทเกิดขึ้นมาได้
ยูอิ:แค่ไม่ได้เข้าชมรมก็เป้นนีทแล้วเหรอ
นารุกะ:พอย้อนกลับไปดูแล้ว ที่ผ่านมายูอิไม่เคยเข้าชมรมไหนมาเลยนี่หน่า จริงมั้ย
ยูอิ:ก็รู้แต่ว่าต้องทำอะไรสักอย่างอยู่ล่ะนะ แล้วจะทำอะไรดีล่ะ แย่เลยเรา
แปลอันนี้มีเรื่องที่สับสนมากเลยคือคำว่าชมรมล่ะค่ะ มีทั้ง倶楽部และ部活เลย
ซึ่งคนเดียวกันยังใช้ทั้งสองแบบเลย แต่มันก็ความหมายเดียวกันล่ะเนอะ
แล้วก็อีกอันคือ選ぶกับ決める ซึ่งถ้ามองดุแล้วเป็นคำที่ใกล้เคียงกันมาก เวลาใช้ต้องดูบริบทให้ดีๆ
ในที่นี้พอถามว่าเลือกชมรมยัง ที่ใช้決めるก็เพราะเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นสิ่งที่ตัดสินใจไว้แล้ว
นอกจากนั้นก็ได้คำศัพท์ใหม่มาคือ 運動音痴 มีความหมายว่า 運動能力が平均以下 หรือพวกที่มีความสามารถด้านกีฬาต่ำกว่าปกติ ทีนี้ก็ได้คำศัพท์ใหม่มาใช้แทน 運動が苦手แล้วเนอะ
มีความรู้สึกว่าครั้งนี้ดีขึ้นกว่าครั้งก่อนๆนิดหน่อยล่ะค่ะ ถึงจะมีผิดบ้างแต่ก็ไม่ได้ผิดแบบนอกเรื่องไปซะทีเดียว ยังค่อนข้างใกล้เคียงอยู่มั้งนะ555^____^"
เย่ ตบมือๆๆๆ ><
เป็นสัปดาห์ที่สาหัสสุดๆสำหรับปีสามเลย
แต่เอาเถอะ ก็รอดตายมาได้แล้ว แต่คะแนนนั่นอีกเรื่องนะคะ5555
ได้เวลากลับมาเขียนบล๊อกต่อ
คราวนี้จะมาแปลเรื่องK-on ค่ะ จะเป็นแนวการ์ตูนใสๆ
แนวชีวิตนักเรียนอีกแล้วค่ะ555 แต่จะเน้นเรื่องชมรมดนตรีเป็นส่วนใหญ่
ถือเป็นอนิเมเรื่องดังของญี่ปุ่นเรื่องนึงเลยทีเดียว
https://docs.google.com/file/d/0B8wy0vyAjji8Z2RUYkFFMGhrSmc/edit
บทภาษาไทยที่แกะมา
อุอิ: พี่ค้า ต้องตื่นแล้วนะคะ พี่ค้า
ยูอิ: เอ๋ 8 โมง สายแล้วล่ะ สายแล้ว
อุอิ:ทำไมต้องรีบด้วย
ยูอิ:สายแล้วๆๆๆ
คุณป้า: อ้าว ยูอิจัง
ยูอิ:อรุนสวัสดิ์ค่า
ยูอิ:เอ๋ ดูเวลาผิดหรอ
ยูอิ:ตั้งแต่วันนี้ ก็เป็นนักเรียนม.ปลายแล้ว
-------เพลงเปิด-----
ยินดีด้วยนะที่ผ่านเข้ามาได้
\มาเข้าชมรมเทนนิสสิ เข้าชมรมยูโดสิ เข้าชมรมชงชาสิ/
นารุกะ:ทำอะไรอยู่น่ะ ยูอิ
ยูอิ:อ๊ะ นารุกะจัง ที่จริงแล้วกำลังลังเลอยู่ว่าจะเลือกชมรมไหนดีน่ะ
นารุกะ: เอ๋ ยังเลือกไม่ได้อีกเหรอ ห๊ะ นี่พวกเราเปิดเรียนมาตั้ง2อาทิตย์แล้วนะ รู้มั้ย
ยูอิ:แต่ว่า แต่ว่า ฉันเล่นกีฬาก็ไม่ได้เรื่อง พวกชมรมวัฒนธรรมก็ไม่ค่อยรู้จักด้วยอ่ะ
นารุกะ:เฮ้อ ไม่นึกเลยว่าแบบนี้ก็ทำให้มีนีทเกิดขึ้นมาได้
ยูอิ:แค่ไม่ได้เข้าชมรมก็เป้นนีทแล้วเหรอ
นารุกะ:พอย้อนกลับไปดูแล้ว ที่ผ่านมายูอิไม่เคยเข้าชมรมไหนมาเลยนี่หน่า จริงมั้ย
ยูอิ:ก็รู้แต่ว่าต้องทำอะไรสักอย่างอยู่ล่ะนะ แล้วจะทำอะไรดีล่ะ แย่เลยเรา
บทภาษาญี่ปุ่นที่ลอองแปลดูเอง
うい: おねえちゃん、朝だよ〜おねえちゃん
ゆい:えー!8時だ 遅刻 遅刻!!!
うい:なんでそんなに急ぐのよ
ゆい:遅刻
おばさん:あら、ゆいちゃん
ゆい:おはようございます
ゆい:あれ?時間間違いか?
ゆい:今日から高校生になった
ーーーーーーOPーーーーーー
入学おめでとうございます
\テニス部ようこそ 柔道部ようこそ 茶道部ようこそ/
なるか:何してるの?ゆい
ゆい:あ、なるかちゃん、実はどの倶楽部に入るか迷ってるの
なるか:えー まだ選んでないの もう2週間学校始まったよ わかる?
ゆい:だって、だって 私運動が苦手だし、文学部なんかあまり知らないし
なるか:あーあ こんな状態でニートが起こるなんて信じられない
ゆい:倶楽部にはいてないだけニートになるの
なるか:よく考えてみれば、この前ゆいは倶楽部に入ったことないじゃない でしょ?
ゆい:なにかしなきゃと思ったけど なにすればいいでしょう どうしよう
http://www.dailymotion.com/video/x172q37_k-on-season1-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%97-1-%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B8%8B-%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_animals
บทญี่ปุ่นที่แกะออกมา
うい: おねえちゃん、朝だよ〜そろそろ起きないと おねえちゃん
ゆい:えー!8時だ 遅刻 遅刻!!!
うい:なんでそんなに急ぐのよ
ゆい:遅刻
おばさん:あら、ゆいちゃん
ゆい:おはようございます
ゆい:あれ?時間間違いか?見間違いた
ゆい:今日から高校生になった
ーーーーーーOPーーーーーー
入学おめでとうございます
\ぜひテニス部へようこそ ぜひ柔道部へようこそ ぜひ茶道部へようこそ/
のどか:何してるの?ゆい
ゆい:あ、のどかちゃん、実はどの倶楽部部活に入るか迷ってるの入ろうかまよって!
のどか:えー まだ選んでないの決めてなかったの もう2週間学校始まったよ わかる?
もう学校初めってから2週間もたってるよ
ゆい:だって、だってでもでも 私運動が苦手運動音痴だし、文学部系の倶楽部もよくわからないしなんかあまり知らないし
のどか:あーあ こんな状態でニートが起こるなんて信じられない こうやってニートが出来上がっていくのね
ゆい:倶楽部にはいてないだけニートになるの部活してないだけでニート! ?
のどか:よく考えてみれば、振りかえ見ると、この前ゆいは倶楽部に入ったことないじゃない でしょ?ゆいって今までなんの部活もやってこなったのね
ゆい:なにかしなきゃと思ったけどくちゃいけないような気がするんだけど いったいなにをすればいいでしょうんだろう どうしよう
แปลอันนี้มีเรื่องที่สับสนมากเลยคือคำว่าชมรมล่ะค่ะ มีทั้ง倶楽部และ部活เลย
ซึ่งคนเดียวกันยังใช้ทั้งสองแบบเลย แต่มันก็ความหมายเดียวกันล่ะเนอะ
แล้วก็อีกอันคือ選ぶกับ決める ซึ่งถ้ามองดุแล้วเป็นคำที่ใกล้เคียงกันมาก เวลาใช้ต้องดูบริบทให้ดีๆ
ในที่นี้พอถามว่าเลือกชมรมยัง ที่ใช้決めるก็เพราะเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นสิ่งที่ตัดสินใจไว้แล้ว
นอกจากนั้นก็ได้คำศัพท์ใหม่มาคือ 運動音痴 มีความหมายว่า 運動能力が平均以下 หรือพวกที่มีความสามารถด้านกีฬาต่ำกว่าปกติ ทีนี้ก็ได้คำศัพท์ใหม่มาใช้แทน 運動が苦手แล้วเนอะ
มีความรู้สึกว่าครั้งนี้ดีขึ้นกว่าครั้งก่อนๆนิดหน่อยล่ะค่ะ ถึงจะมีผิดบ้างแต่ก็ไม่ได้ผิดแบบนอกเรื่องไปซะทีเดียว ยังค่อนข้างใกล้เคียงอยู่มั้งนะ555^____^"
ก็ขอจบเพียงเท่านี้ค่ะ
วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ฝึกแปลอนิเม③
วันนี้ก็ยังขออยู่ที่เรื่องMidori no hibiเรื่องเดิมจากคราวที่แล้วนะคะ
เนื่องจากครั้งที่แล้วแปลไปแค่ในส่วนเวลานักเลงพูดกัน
ครั้งนี้เลยมาแปลช่วงเนื้อเรื่องที่ฮาๆคลายเครียดกันบ้างละกันเนอะ^^"
ช่วงนาทีที่ 1.45 - 4.20นะคะ เป็นตอนช่วงที่พระเอกเซย์จิกำลังบ่นเรื่องที่ตัวเองไม่มีแฟนซะที
เลยคาดว่าศัพท์น่าจะเป็นแนวธรรมดาที่พวกวัยรุ่นส่วนใหญ่ใช้กันในชีวิตประจำวันล่ะค่ะ
มาดู บทภาษาไทยกันเลย
เซย์จิ: อะ อะ เอ่อ คือ ได้โปรดคบกับผมด้วยนะครับ ขอความกรุณาด้วยครับ
ผู้หญิง: ขะ ขอโทษด้วยนะคะ คะ คือฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้วน่ะค่ะ
เซย์ จิ:ฉันชื่อซาวามุระ เซย์จิ ไร้ผู้หญิงเคียงข้างมา 17 ปีกับอีก 2 เดือนแล้ว เซย์จิอกหักติดต่อกัน 20 ครั้ง ปัจจุบันยังคงทำสถิติต่อไปเรื่อยๆ
เซย์จิ: เถ้าแก่ ขอนโปเลียนจานใหญ่จานนึง
เซย์จิ: หมั่นไส้ นี่พวกเธออย่ามาจู๋จี๋ต่อหน้าฉันได้มั้ย หมั่นไส้ ให้ตายสิ มีแต่ คู่ๆๆทั้งนั้น
เด็กผู้หญิง: อ้าว พี่ชายจ๋า
เซย์จิ:หยุดเรียกฉันว่าพี่ชายจ๋าซะทีได้มะ
เด็กผู้หญิง:หานี่ได้รึยังเนี่ย
เซย์จิ:ยุ่งน่า ชิ่วๆ
เด็กผู้หญิง: งั้นฉันจะยอมเป็นแฟนพี่ให้เอาป่ะ
เซย์จิ: ไม่ต้องมายุ่งเรืองคนอื่นได้มั้ย
เด็กผู้หญิง:บ๊ายบาย
เซย์ จิ: อ้างว้าง อ้างว้างเหลือเกิน ฉันน่ะก็อยากจะมีแฟนเป็นผู้หญิงธรรมดาซักคน มีชีวิตวัยเรียนที่สดใสแฮปปี้แบบธรรมดา ได้ขี่รถไปส่งแฟนแบบคนทั่วไปเขาทำกันเท่านั้นเอง ชกต่อยเก่งเนี่ยมันไม่มีประโยชน์เอาซะเลย ขนาดคนรอบๆยังกลัว สาวๆที่ไหนจะกล้าเข้ามาล่ะ ชีวิตม.ปลายสามปีเนี้ยฉันต้องจบไปแบบไร้สาวมาเคียงคู่ ต้องมีแฟนเป็นมือขวาหรือเนี่ย ฉันไม่อยากมีชีวิตที่มืดมนแบบนั้นนะ
เซย์จิ:ได้โปรดคบกับผมได้มั้ยครับ
ผู้หญิงคนที่1: ขอโทษนะคะ
ผู้หญิงคนที่2: ฉันน่ะมีคนที่ชอบอยู่แล้วล่ะค่ะ
ผู้หญิงคนที่3: เราเป็นเพื่อนกันดีกว่านะคะ
ผู้หญิงคนที่4: ขอโทษด้วยนะจ๊ะ
เซย์จิ:จะเป็นใครก็ได้ ใครก็ได้ช่วยเป็นแฟนฉันที
เด็กผู้หญิง: จริงหรอ!
เข้าสู่ช่วงลองแปลภาษาญี่ปุ่นอีกเช่นเคย ครั้งนี้ดูยาวหน่อย=w="
セイジ:あ...あ...あのう...俺と付合ってください。お願いします。
女の人:ご...ごめんなさい。 好きな人がいます。
セイジ:俺は沢村セイジ 17年2ヶ月恋人がいない。20回もふらられた。いままでこの記録をし続けている。
セイジ:おっさん、大きいナポリタンください。
セイジ:むかつく〜お前ら俺の前でいちゃいちゃしないでくれないか むかつく たくっカップル カップル カップル
女の子:あれ!お兄ちゃん!
セイジ:お兄ちゃんって呼ぶな!
女の子:これできた?
セイジ:うるさい!しっしっ
女の子:じゃ、あたしはお兄ちゃんの恋人になってあげる。
セイジ:人のこと邪魔すんな。
女の子:バイバイ
セイジ:さびしい さびしすぎる!俺はな普通の女の子と付合いたい 楽しい学生生活 普通にハッピー 仏の瞳隊に彼女をバイクで送るだけのに ケンカが得意ってぜんぜん必要なんてない 周りの人まで怖がらせて 女の子はだれか近づいてくるだろ 彼女がいないで3年間高校生卒業って 右手は彼女なのか そんな暗い人生になりたくない
セイジ:俺と付合ってください。
女の人①:ごめんなさい
女の人②:好きな人がいます。
女の人③:友達のままでいいですよ。
女の人④:ごめんなさい。
セイジ:だれでもいい!だれか俺の彼女になってくれ!!!
「本当!!?」
แล้วก็มาลองดูตอนที่แปลเป็นญี่ปุ่นแล้วมั่งเนอะ
セイジ:あ...あのう...お...俺と付合ってください。お願いします。
女の人:ご...ごめんなさい。 私好きな人がいますいるから。เนื่องจากเป็นการบอกเหตุผลถึงแม้ภาษาไทยจะไม่มีคำว่าเพราะ ก็ตามแต่ก็ต้องใส่から
セイジ:俺は沢村セイジ 17年2ヶ月恋人がいない。彼女いない歴17年と2ヶ月20回もふらられた。連続失恋記録20回 今までこの記録をし続けている。現在も記録更新中 ได้คำศัพท์ใหม่มาคำว่า連続 ที่แปลว่าติดต่อกันต่อเนื่อง จากนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แค่คำว่า続くแล้วเนอะ แล้วก็อีกคำคือ 失恋 เป็นคำนามของคำว่า อกหัก
セイジ:おっさん、大きいナポリタンください。大盛りナポリタンおかわり
セイジ:むかつく〜お前ら俺の前でいちゃいちゃしないでくれないか むかつく たくっカップル カップル カップル うざい!てめえら 俺の前にいちゃいちゃするんじゃない!!たくっ どいつもこいつも
女の子:あれ!お兄ちゃん!
セイジ:お兄ちゃんって呼ぶな!お兄ちゃんはやめろっつってんだろ!
女の子:これできた?これ
セイジ:うるさい!しっしっ うぜーしっしっ ผู้ชายวัยรุ่นมักจะใช้うぜーมากกว่าうるさい
女の子:じゃ、あたしはお兄ちゃんの恋人になってあげる。私は彼女になってあげよっか
セイジ:人のこと邪魔すんな。余計なお世話な!ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าฟังถูกรึป่าวT___T
女の子:バイバイ
セ イジ:さびしい さびしすぎる!俺はな普通の女の子と付合いたい 楽しい学生生活 普通にハッピー 彼女をバイクで送るだけのに ケンカが得
意ってぜんぜん必要なんてない 周りの人まで怖がらせて 女の子はだれか近づいてくるだろ 彼女がいないで3年間高校生卒業って 右手は彼女なのか そん
な暗い人生になりたくない
虚しい 虚しいすぎるぜ あらたな普通に彼女を作って 普通に明るくハッピーな学園生活を普通に送りたいだけなのに ケンカなんか強くたって意味ねえよ 周りのやろうがびびってるだろ 女の子だって このまま高校3年間彼女もできずに 右手が恋人で終わるなんて そんな暗い青春、嫌すぎる!!
セイジ:俺と付合ってください。
女の人①:ごめんなさい。
女の人②:今好きな人がいまするから。
女の人③:お友達のままでいいですよ。ไม่จำเป็นต้องพูดให้จบประโยค
女の人④:ごめんなさい。
セイジ:もう!だれでもいいから!だれか俺の彼女になってくれ!!!
「本当!!?」
ครั้งนี้ตอนแรกนึกว่าจะแปลง่ายแล้วปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้น นอกจากนั้นพอมาลองฟังของต้นฉบับจริงแล้วยากกว่าเดิม เพราะพูดเร็วมากจริงๆ รีฟังหลายรอบมากกว่าจะจับคำได้555
แต่การแปลครั้งนี้ก็ทำให้ได้เจอกับพวกコロケーションด้วย
記録更新中ที่ปรากฎให้เห็นตอนต้น
หรือ 記録を更新する ที่มีความหมายว่า สร้างสถิติใหม่ นั่นเอง
นอกจากนั้นยังมีคำที่ใช้บ่อยคือ
記録を残す
例:出張したら必ずその記録を残す
แล้วก็ยังพบที่ผิดในคำแปลภาษาไทยอีกด้วย
普通に明るくハッピーな学園生活を普通に送りたいだけなのに
ของไทยแปล送りたいในประโยคนี้เป็นความหมาย ได้ขี่รถไปส่งแฟน
ซึ่ง 生活を送りたい นั้นจะมีอีกความหมายหนึ่งคือ การใช้ชีวิต
นอกจากนั้นยังมีคำที่ใกล้เคียงกัน ได้แก่
毎日を送る ・ 日々を過ごす ・ 日々を送る ・ 生活する ・ 暮らす ・ 生きる ・ 毎日を過ごす
เนื่องจากครั้งที่แล้วแปลไปแค่ในส่วนเวลานักเลงพูดกัน
ครั้งนี้เลยมาแปลช่วงเนื้อเรื่องที่ฮาๆคลายเครียดกันบ้างละกันเนอะ^^"
ช่วงนาทีที่ 1.45 - 4.20นะคะ เป็นตอนช่วงที่พระเอกเซย์จิกำลังบ่นเรื่องที่ตัวเองไม่มีแฟนซะที
เลยคาดว่าศัพท์น่าจะเป็นแนวธรรมดาที่พวกวัยรุ่นส่วนใหญ่ใช้กันในชีวิตประจำวันล่ะค่ะ
มาดู บทภาษาไทยกันเลย
เซย์จิ: อะ อะ เอ่อ คือ ได้โปรดคบกับผมด้วยนะครับ ขอความกรุณาด้วยครับ
ผู้หญิง: ขะ ขอโทษด้วยนะคะ คะ คือฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้วน่ะค่ะ
เซย์ จิ:ฉันชื่อซาวามุระ เซย์จิ ไร้ผู้หญิงเคียงข้างมา 17 ปีกับอีก 2 เดือนแล้ว เซย์จิอกหักติดต่อกัน 20 ครั้ง ปัจจุบันยังคงทำสถิติต่อไปเรื่อยๆ
เซย์จิ: เถ้าแก่ ขอนโปเลียนจานใหญ่จานนึง
เซย์จิ: หมั่นไส้ นี่พวกเธออย่ามาจู๋จี๋ต่อหน้าฉันได้มั้ย หมั่นไส้ ให้ตายสิ มีแต่ คู่ๆๆทั้งนั้น
เด็กผู้หญิง: อ้าว พี่ชายจ๋า
เซย์จิ:หยุดเรียกฉันว่าพี่ชายจ๋าซะทีได้มะ
เด็กผู้หญิง:หานี่ได้รึยังเนี่ย
เซย์จิ:ยุ่งน่า ชิ่วๆ
เด็กผู้หญิง: งั้นฉันจะยอมเป็นแฟนพี่ให้เอาป่ะ
เซย์จิ: ไม่ต้องมายุ่งเรืองคนอื่นได้มั้ย
เด็กผู้หญิง:บ๊ายบาย
เซย์ จิ: อ้างว้าง อ้างว้างเหลือเกิน ฉันน่ะก็อยากจะมีแฟนเป็นผู้หญิงธรรมดาซักคน มีชีวิตวัยเรียนที่สดใสแฮปปี้แบบธรรมดา ได้ขี่รถไปส่งแฟนแบบคนทั่วไปเขาทำกันเท่านั้นเอง ชกต่อยเก่งเนี่ยมันไม่มีประโยชน์เอาซะเลย ขนาดคนรอบๆยังกลัว สาวๆที่ไหนจะกล้าเข้ามาล่ะ ชีวิตม.ปลายสามปีเนี้ยฉันต้องจบไปแบบไร้สาวมาเคียงคู่ ต้องมีแฟนเป็นมือขวาหรือเนี่ย ฉันไม่อยากมีชีวิตที่มืดมนแบบนั้นนะ
เซย์จิ:ได้โปรดคบกับผมได้มั้ยครับ
ผู้หญิงคนที่1: ขอโทษนะคะ
ผู้หญิงคนที่2: ฉันน่ะมีคนที่ชอบอยู่แล้วล่ะค่ะ
ผู้หญิงคนที่3: เราเป็นเพื่อนกันดีกว่านะคะ
ผู้หญิงคนที่4: ขอโทษด้วยนะจ๊ะ
เซย์จิ:จะเป็นใครก็ได้ ใครก็ได้ช่วยเป็นแฟนฉันที
เด็กผู้หญิง: จริงหรอ!
เข้าสู่ช่วงลองแปลภาษาญี่ปุ่นอีกเช่นเคย ครั้งนี้ดูยาวหน่อย=w="
セイジ:あ...あ...あのう...俺と付合ってください。お願いします。
女の人:ご...ごめんなさい。 好きな人がいます。
セイジ:俺は沢村セイジ 17年2ヶ月恋人がいない。20回もふらられた。いままでこの記録をし続けている。
セイジ:おっさん、大きいナポリタンください。
セイジ:むかつく〜お前ら俺の前でいちゃいちゃしないでくれないか むかつく たくっカップル カップル カップル
女の子:あれ!お兄ちゃん!
セイジ:お兄ちゃんって呼ぶな!
女の子:これできた?
セイジ:うるさい!しっしっ
女の子:じゃ、あたしはお兄ちゃんの恋人になってあげる。
セイジ:人のこと邪魔すんな。
女の子:バイバイ
セイジ:さびしい さびしすぎる!俺はな普通の女の子と付合いたい 楽しい学生生活 普通にハッピー 仏の瞳隊に彼女をバイクで送るだけのに ケンカが得意ってぜんぜん必要なんてない 周りの人まで怖がらせて 女の子はだれか近づいてくるだろ 彼女がいないで3年間高校生卒業って 右手は彼女なのか そんな暗い人生になりたくない
セイジ:俺と付合ってください。
女の人①:ごめんなさい
女の人②:好きな人がいます。
女の人③:友達のままでいいですよ。
女の人④:ごめんなさい。
セイジ:だれでもいい!だれか俺の彼女になってくれ!!!
「本当!!?」
แล้วก็มาลองดูตอนที่แปลเป็นญี่ปุ่นแล้วมั่งเนอะ
セイジ:あ...あのう...お...俺と付合ってください。お願いします。
女の人:ご...ごめんなさい。 私好きな人が
セイジ:俺
セイジ:
セイジ:
女の子:あ
セイジ:
女の子:これできた?これ
セイジ:
女の子:
セイジ:人のこと邪魔すんな。余計なお世話な!ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าฟังถูกรึป่าวT___T
女の子:バイバイ
セ イジ:
虚しい 虚しいすぎるぜ あらたな普通に彼女を作って 普通に明るくハッピーな学園生活を普通に送りたいだけなのに ケンカなんか強くたって意味ねえよ 周りのやろうがびびってるだろ 女の子だって このまま高校3年間彼女もできずに 右手が恋人で終わるなんて そんな暗い青春、嫌すぎる!!
セイジ:
女の人①:ごめんなさい。
女の人②:今好きな人がい
女の人③:お友達のままで
女の人④:ごめんなさい。
セイジ:もう!だれでもいいから!
「本当!!?」
ครั้งนี้ตอนแรกนึกว่าจะแปลง่ายแล้วปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้น นอกจากนั้นพอมาลองฟังของต้นฉบับจริงแล้วยากกว่าเดิม เพราะพูดเร็วมากจริงๆ รีฟังหลายรอบมากกว่าจะจับคำได้555
แต่การแปลครั้งนี้ก็ทำให้ได้เจอกับพวกコロケーションด้วย
記録更新中ที่ปรากฎให้เห็นตอนต้น
หรือ 記録を更新する ที่มีความหมายว่า สร้างสถิติใหม่ นั่นเอง
นอกจากนั้นยังมีคำที่ใช้บ่อยคือ
記録を残す
例:出張したら必ずその記録を残す
แล้วก็ยังพบที่ผิดในคำแปลภาษาไทยอีกด้วย
普通に明るくハッピーな学園生活を普通に送りたいだけなのに
ของไทยแปล送りたいในประโยคนี้เป็นความหมาย ได้ขี่รถไปส่งแฟน
ซึ่ง 生活を送りたい นั้นจะมีอีกความหมายหนึ่งคือ การใช้ชีวิต
นอกจากนั้นยังมีคำที่ใกล้เคียงกัน ได้แก่
毎日を送る ・ 日々を過ごす ・ 日々を送る ・ 生活する ・ 暮らす ・ 生きる ・ 毎日を過ごす
วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ฝึกแปลอนิเม②
วันนี้เปลี่ยนมาแปลอนิเมะแนวฮาๆเลิฟคอเมดี้กันบ้างละกันเนอะ
เรื่อง Midori no Hibi ค่ะ เนื้อเรื่องจะประมาณว่าพระเอก เซย์จิ เป็นนักเลงที่อกหักและไร้สาวเคียงมาตลอด สารรักกับใครก็อกหัก ส่วนนางเอก มิโดริ อยู่อีกโรงเรียนแต่แอบชอบพระเอกอยู่แต่ก็ไม่กล้าสารภาพความในใจออกไป จนวันนึงเซย์จิตื่นขึ้นมาแล้วก็ได้พบว่าที่มือขวาของตัวเองกลายเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมาเเทน ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องวุ่นๆต่อมาค่ะ
ที่เลือกเรื่องนี้มาก็เพราะว่าจะได้ศึกษาที่แปลกแนวไปบ้างเช่นภาษาที่เซย์จิใช้ตอนพูดกับพวกนักเลง หรือการใช้ภาษาของเด็กผู้ชายม.ปลายค่ะ
สำหรับวันนี้ก็เลยเลือกช่วงอนิเมถึงนาทีที่1.40มาค่ะ
บทภาษาไทย
มิโดริ:เซย์จิคุง...
เซย์จิ:แกคือหัวห้าแก๊งค์Descartesงั้นเหรอ
หัวหน้าแก๊งค์: แกสินะ เจ้าหมาบ้า หมาบ้าซาวามุระน่ะ
เซย์จิ:ท่าทางแกจะเอ็นดูรุ่นน้องของฉันเอามากๆเลยนะเนี่ย ถ้าอย่างงั้น ชั้นก็จะขอใช้คืนให้เต็มที่เลยล่ะ ด้วยหัตถ์ขวาปีศาจข้างนี้ไงเล่า
รุ่นน้อง: ยอดไปเลย คุณซาวามุระนี่เก่งจริงๆ ผมรู้สึกประทับใจจริงๆเลยนะครับ
เซย์จิ: คราวหน้าถ้าจะเรียกฉันมาช่วยล่ะก็ ขอเป็นพวกที่กระดูกแข็งกว่านี้หน่อยนะ เพราะฉันไม่ชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่าน่ะ
รุ่นน้อง: ขอบพระคุณมากเลยครับ
บทภาษาญี่ปุ่นที่ลองแปลเอง
美鳥:セイジ君。。。
セイジ:てめえはデカルトの頭目か?
頭目:てめえだよね。バカ犬 バカいぬ沢村!
セイジ:てめえは俺の後輩をすごく可愛がってるみたいね。だったら、俺も全力でこの悪魔の右手で返すわ。
後輩:すげえ〜!沢村さん本当にすげえ 感動しましたよ。
セイジ:今回俺を呼んだら、もっと骨が固いやつがいいよ。俺は弱いやつをいじめたくないからな。
後輩:ありがとうございました。
จากการแปลครั้งนี้มีที่ไม่แน่ใจอยู่หลายที่เหมือนกัน
อย่างแรกคือการใช้คำว่าหัวหน้าแก๊งค์ ซึ่งมีคำให้เลือกใช้เยอะมากเหลือเกิน
หรือไม่ก็คำว่าการใช้คืน
เดี๋ยวลองมาเปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นญี่ปุ่นของจริงดู
บทต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น
美鳥:セイジ君。。。
セイジ:てめえはベーガルの頭目か?あんたがデカルトの総長か? ในภาษาไทยอาจจะใช้คำว่าแกเหมือนกันแต่ของญี่ปุ่นมีทั้งあんた,てめえ โดยてめえจะดูรุนแรงมากกว่า เลยคิดว่าพอนักเลงพูดกันน่าจะใช้แต่คำว่า てめえ แต่พอมาดูของจริงปรากฏว่าใช้คำว่าあんた จากความคิดของกิก็เลยคิดว่าที่เป็นแบบนี้อาจเป็นเพราะว่าพอพระเอกใช้จะทำให้ประโยคดูเบาลง เพื่อต้องการให้อีกฝ่ายดูเลวมากขึ้นรึป่าวนะ?? ส่วนการใช้คำช่วยก็เหมือนกันของกิจะใช้はแต่ของต้นฉบับใช้がนั่นเป็นพราะเขาเพราะต้องการเน้นว่าอีกฝ่ายคือ...ใช่มั้ย
頭目:てめえだよね。バカ犬 バカいぬ沢村。てめえが狂犬 狂犬沢村か การใช้バカ犬อาจจะดูหน่อมแน้มไปรึป่าวนะ แต่พอ狂犬 มันจะให้ความรู้สึกที่รุนแรง ดูบ้าคลั่งกว่าเยอะเลย
セイジ:てめえは俺の後輩をすごく可愛がってるみたいね。だったら、俺も全力でこの悪魔の右手で返すわ。俺の後輩を随分と可愛がってくれたそうだな。借りはたっぷりと返させてもらう。この悪魔の右手でなぁぁぁあああ!อันนี้เป็นปัญหาเรื่องการเรียงรูปประโยค ที่ภาษาญี่ปุ่นมักจะตัดจบตรงคำช่วย
นอกจากนั้นยังมีコロケーションตรง 借り返えす ความหมายคือ ใช้หนี้คืน
ส่วนการสร้างหนี้คือ 借りを作る
後輩:すげえ〜!沢村さん本当にすげえ 感動しましたよ。さすが沢村さんまじで感謝感激っす พอเป็นวัยรุ่นเลยมีการใช้まじでแทน本当に
セイジ:今回俺を呼んだら、もっと骨が固いやつがいいよ。俺は弱いやつをいじめたくないからな。俺を助っ人に呼ぶなら、もっと骨のあるアイテムの相手の時にしてくれ。弱いものいじめする趣味はねえからよ。
มีศัพท์骨のある人 ถึงในภาคไทยจะแปลว่าคนที่มีกระดูกหรือกระดูกแข็ง แต่พอไปเช็คความหมายมาได้มาว่า 強くしっかりした気概を持つさま、気骨のある様子
ซึ่งน่าจะมีความหมายในทางที่ว่า"คนที่จิตใจที่มุ่งมั่น แน่วแน่เด็ดเดี่ยวไม่ย่อท้อ มากกว่า"
後輩:ありがとうございました。
ครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยถนัดกับแนวนี้สักเท่าไหร่ เรื่องระดับของผู้พูดก็ส่งผลต่อการเลือกใช้คำมากทีเดียว จะเห็นได้ว่าใช้คำลงท้ายว่าなหลายครั้งซึ่งมักจะปรากฏในภาษาผู้ชาย ก็จะพยายามระวังจุดนี้ในการแปลต่อไปค่ะ
เรื่อง Midori no Hibi ค่ะ เนื้อเรื่องจะประมาณว่าพระเอก เซย์จิ เป็นนักเลงที่อกหักและไร้สาวเคียงมาตลอด สารรักกับใครก็อกหัก ส่วนนางเอก มิโดริ อยู่อีกโรงเรียนแต่แอบชอบพระเอกอยู่แต่ก็ไม่กล้าสารภาพความในใจออกไป จนวันนึงเซย์จิตื่นขึ้นมาแล้วก็ได้พบว่าที่มือขวาของตัวเองกลายเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมาเเทน ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องวุ่นๆต่อมาค่ะ
ที่เลือกเรื่องนี้มาก็เพราะว่าจะได้ศึกษาที่แปลกแนวไปบ้างเช่นภาษาที่เซย์จิใช้ตอนพูดกับพวกนักเลง หรือการใช้ภาษาของเด็กผู้ชายม.ปลายค่ะ
สำหรับวันนี้ก็เลยเลือกช่วงอนิเมถึงนาทีที่1.40มาค่ะ
บทภาษาไทย
มิโดริ:เซย์จิคุง...
เซย์จิ:แกคือหัวห้าแก๊งค์Descartesงั้นเหรอ
หัวหน้าแก๊งค์: แกสินะ เจ้าหมาบ้า หมาบ้าซาวามุระน่ะ
เซย์จิ:ท่าทางแกจะเอ็นดูรุ่นน้องของฉันเอามากๆเลยนะเนี่ย ถ้าอย่างงั้น ชั้นก็จะขอใช้คืนให้เต็มที่เลยล่ะ ด้วยหัตถ์ขวาปีศาจข้างนี้ไงเล่า
รุ่นน้อง: ยอดไปเลย คุณซาวามุระนี่เก่งจริงๆ ผมรู้สึกประทับใจจริงๆเลยนะครับ
เซย์จิ: คราวหน้าถ้าจะเรียกฉันมาช่วยล่ะก็ ขอเป็นพวกที่กระดูกแข็งกว่านี้หน่อยนะ เพราะฉันไม่ชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่าน่ะ
รุ่นน้อง: ขอบพระคุณมากเลยครับ
บทภาษาญี่ปุ่นที่ลองแปลเอง
美鳥:セイジ君。。。
セイジ:てめえはデカルトの頭目か?
頭目:てめえだよね。バカ犬 バカいぬ沢村!
セイジ:てめえは俺の後輩をすごく可愛がってるみたいね。だったら、俺も全力でこの悪魔の右手で返すわ。
後輩:すげえ〜!沢村さん本当にすげえ 感動しましたよ。
セイジ:今回俺を呼んだら、もっと骨が固いやつがいいよ。俺は弱いやつをいじめたくないからな。
後輩:ありがとうございました。
จากการแปลครั้งนี้มีที่ไม่แน่ใจอยู่หลายที่เหมือนกัน
อย่างแรกคือการใช้คำว่าหัวหน้าแก๊งค์ ซึ่งมีคำให้เลือกใช้เยอะมากเหลือเกิน
หรือไม่ก็คำว่าการใช้คืน
เดี๋ยวลองมาเปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นญี่ปุ่นของจริงดู
บทต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น
美鳥:セイジ君。。。
セイジ:
頭目:
セイジ:
นอกจากนั้นยังมีコロケーションตรง 借り返えす ความหมายคือ ใช้หนี้คืน
ส่วนการสร้างหนี้คือ 借りを作る
後輩:すげえ〜!
セイジ:
มีศัพท์骨のある人 ถึงในภาคไทยจะแปลว่าคนที่มีกระดูกหรือกระดูกแข็ง แต่พอไปเช็คความหมายมาได้มาว่า 強くしっかりした気概を持つさま、気骨のある様子
ซึ่งน่าจะมีความหมายในทางที่ว่า"คนที่จิตใจที่มุ่งมั่น แน่วแน่เด็ดเดี่ยวไม่ย่อท้อ มากกว่า"
後輩:ありがとうございました。
ครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยถนัดกับแนวนี้สักเท่าไหร่ เรื่องระดับของผู้พูดก็ส่งผลต่อการเลือกใช้คำมากทีเดียว จะเห็นได้ว่าใช้คำลงท้ายว่าなหลายครั้งซึ่งมักจะปรากฏในภาษาผู้ชาย ก็จะพยายามระวังจุดนี้ในการแปลต่อไปค่ะ
วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ฝึกแปลอนิเม①
วันนี้จะลองมาแปลบทการ์ตูนอนิเมดูนะคะ
โดยวิธีการก็คือเอาการ์ตูนพากย์ภาษาไทยมาแล้วมาลองแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นของตัวเอง
จากนั้น ถึงเอาไปเทียบกับบทภาษาญี่ปุ่นของต้นฉบับค่า
ครั้งนี้เรื่องที่เลือกมาคือเรื่อง Clannad เป็นอนิเมแนวดราม่าเน้นเรื่องครอบครัว
ที่อาจทำให้ถึงกับเสียน้ำตาได้ แต่ยืนยันค่ะว่าเรื่องนี้น่ารักมากสุดๆ
โดยจะลองแปลถึงช่วงนาทีที่2นะคะ
อันนี้บทภาษาไทยที่แกะมา↓
โทโมยะ: ฉันเกลียดเมืองนี้ เพราะมันเต็มไปด้วยความทรงจำที่อยากจะลืม
ไปโรงเรียนทุกวัน คุยเล่นกับเพื่อน และกลับบ้านที่ไม่อยากกลับ
สักวันนึงเรื่องราวต่างๆจะเปลี่ยนไปบ้างมั้ย วันแบบนั้นจะมาถึงจริงๆเหรอ
นางิสะ:
ขนมปังถั่วแดง
คุณชอบโรงเรียนนี้มั้ยคะ ฉันชอบมันมากๆเลยค่ะ
แต่ว่าไม่มีอะไรในโลกที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงหรอกค่ะ
โทโมยะ: (เด็กนักเรียนที่ไม่เคยเห็นหน้ากับคำพูดที่ไม่ได้ส่งมาหาฉัน
บางทีคงกำลังคุยกับใครบางคนอยู่ในใจก็ได้)
นางิสะ: ทั้งเรื่องที่สนุกๆ
ทั้งเรื่องที่มีความสุขทั้งหมด ทั้งหมด สักวันนึงก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป ถึงอย่างนั้นแล้วคุณก็ยังชอบที่นี้อยู่รึป่าวคะ
โทโมยะ:
ก็ลองหาดูเองสิ
ไม่ว่าจะเรื่องสนุกหรือเรื่องเศร้า แค่ลองไปหาดูก็สิ้นเรื่อง เร็วเข้า ไปได้แล้ว
และแล้วพวกเราก็เริ่มออกเดินสู่เนินอันแสนยาวไกลแห่งนั้น
บทญี่ปุ่นที่ลองแปลเอง
朋也:俺はこの街が嫌いだ。忘れたい想い出がいっぱいで、毎日学校行ったり、友達と話したり、帰りたくない家に帰ったりしている。いつか変わって行くかな。その日が本当に来るかな。
渚 :あんぱん!あなたはこの学校が好きですか?私は大好きです。でも、この世の中で変わらないものがないです。
朋也:(顔を見たことない生徒と俺に届かない言葉 たぶん誰かに心の中で話すかもしれない)
渚 : 楽しいことも幸せなことも 全部いつか変わりますから。それでも、あなたはまだここが好きですか?
朋也:見つけたら?楽しいことでも幸せなことでも見つけたらいいんだろ。ほら、行くぞ。
それで、俺たちは長い坂へ行き始めた。
รู้สึกยากกว่าที่คิดไว้พอสมควรเลยพอได้ลองแปลจริงๆ5555
คราวนี้ลองมาดูบทของต้นฉบับกันนะคะ
朋也:俺はこの街がは嫌いだ。忘れたい想い出がいっぱいで染み付いた場所だから。毎日学校行ったりに通い、友達と話したりだべり、帰りたくもない家に帰ったりしている帰る。こうしていて、いつか何かが変わって行くかな変わるんだろうか。その日が本当に来るかな。変わる日がくるんだろうか。
渚 :あんぱん!あなたはこの学校がは好きですか?私は大好きですとってもとっても好きです。でも、何もかも、この世の中で変わらないものがないです。変わらずにはいられないです。
朋也:(顔を見たことない生徒と俺に届かない言葉。見知らず女性と俺に向けられた言葉ではなかった。 たぶん心の中の誰かに語りがかけているのだろう心の中で話すかもしれない)
渚 : 楽しいこともとか幸せなうれしいこともとか 全部いつか変わりますから。変わらずにはいられないです。それでも、あなたはまだここが好きですか?この場所で好きでいられますか?
朋也:見つけたら。見つければいいだろ。次の楽しいことでもとか幸せなうれしいことでもとか見つけたらいいんだろ。見つければいいだけだろ。ほら、行くぞ。行こうぜ。
อื้อหืออ ถ้าจะแดงเถือกขนาดนี้
จากที่ผิดสังเกตได้ว่าที่เด่นๆเลยก็คือ
คนญี่ปุ่นเวลาพูดจะละประธานไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือแทนคนอื่นเป็นส่วนใหญ่
แต่กิก็ดันชอบเผลอใส่ไปซะเยอะเลย=W=”
จะเห็นได้ว่าพวกรูปないในบทนี้มักเปลี่ยนไปใช้ず
หรืออย่างประโยคท้ายสุด 長い、長い、坂道を ก็ไม่จำเป็นต้องพูดจบประโยคเสมอไป
แล้วก็ได้คำศัพท์ใหม่คำว่า
駄弁りซึ่งแปลว่า 無駄はなすをする、くだらないおしゃべりをする
ได้ความรู้ใหม่เพิ่มอีกเยอะเลย><
ไว้เดี๋ยวครั้งหน้าจะลองหาการ์ตูนเรื่องอื่นมาอีกนะค้า^^
วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557
する or 見る??
วันก่อนที่ได้เรียนApp Jap Ling เรื่องการเขียนจดหมายขอโทษที่ส่งรายงานไม่ทันกำหนด
จากที่ได้ดูการเขียนจดหมายของเพื่อนๆก็ทำให้ได้ความรู้ใหม่เพิ่มขึ้นมาเยอะเลยล่ะค่ะ
โดยส่วนใหญ่เพื่อนๆแต่งสาเหตุที่ทำให้มาส่งงานไม่ได้ก็จะเป็นแนวไม่สบาย เข้าโรงพยาบาล ไปงานศพ หรือเกิดอุบัติเหตุ
แล้วก็ได้มาเจอกับคำว่า 面倒をするในประโยคที่ดูแลญาติที่ไม่สบายล่ะค่ะ
ตอนที่ยูกิได้อ่านก็อ่านไปแบบไม่ได้คิดอะไร
ปรากฏว่าพอถึงตอนอาจารย์เฉลย คำนี้กลับใช้ไม่ได้ล่ะค่ะ
เอ๊ะ แล้วมันต้องใช้คำไหนกันล่ะเนี่ย คงมีเพื่อนๆที่สนใจในコロケーションหลายคนที่นึกสงสัยขึ้นมาสินะคะ555
ที่ถูกต้องคือ 〇面倒を見るล่ะค่ะ ถึงจะแปลว่าดูแล
ตัวอย่างการใช้ ก็เช่น
- 子供の面倒をみる必要がある。
- 両親の病気などで面倒をみる
ส่วนในกรณีที่อยากใช้คำว่าする
ก็อาจเปลี่ยนไปใช้看病するแทน
จากที่ได้ดูการเขียนจดหมายของเพื่อนๆก็ทำให้ได้ความรู้ใหม่เพิ่มขึ้นมาเยอะเลยล่ะค่ะ
โดยส่วนใหญ่เพื่อนๆแต่งสาเหตุที่ทำให้มาส่งงานไม่ได้ก็จะเป็นแนวไม่สบาย เข้าโรงพยาบาล ไปงานศพ หรือเกิดอุบัติเหตุ
แล้วก็ได้มาเจอกับคำว่า 面倒をするในประโยคที่ดูแลญาติที่ไม่สบายล่ะค่ะ
ตอนที่ยูกิได้อ่านก็อ่านไปแบบไม่ได้คิดอะไร
ปรากฏว่าพอถึงตอนอาจารย์เฉลย คำนี้กลับใช้ไม่ได้ล่ะค่ะ
เอ๊ะ แล้วมันต้องใช้คำไหนกันล่ะเนี่ย คงมีเพื่อนๆที่สนใจในコロケーションหลายคนที่นึกสงสัยขึ้นมาสินะคะ555
ที่ถูกต้องคือ 〇面倒を見るล่ะค่ะ ถึงจะแปลว่าดูแล
ตัวอย่างการใช้ ก็เช่น
- 子供の面倒をみる必要がある。
- 両親の病気などで面倒をみる
ส่วนในกรณีที่อยากใช้คำว่าする
ก็อาจเปลี่ยนไปใช้看病するแทน
วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557
ว่าด้วยเรื่องของคำว่าปิดตา
วันนี้พอดีมีโอกาสเปิดเพลงฟังเล่นแล้วไปเจอเนื้อเพลงพูดคำว่าปิดตาพอดี
เนื้อเพลงอาจจะดูแอบน่ากลัวไปนิดนะคะ555
妄想がね暴走する超特急に
飛び乗って 今 会いにゆきたいの
言い訳とか 理由だとか
めんどくさいなぁ
運命だから 仕方がないよね
かなわなければ この恋は
永遠にさめることもないの
何も知らない 目を閉じて
かわいいままで 星に願った
思い通りにならない 世界ならもういらない
欲しいのは1つだけ 全部 全部 全部 全部
思い通りにならない 世界とかありえない
欲しいのは1つだけ 全部 全部 全部 全部
どきどき
ดูตรงที่ตัวหนังสือสีแดงนะคะ
พอฟังเพลงนี้เลยนึกถึงเรื่องในอดีตขึ้นมาน่ะค่ะ
เป็นความเอ๋อของเจ้าของบล็อกที่มักจะเป็นอยู่เสมอล่ะค่ะ แหะๆ=w=
ที่จริงก็เป็นเรื่องที่เพิ่งรู้ได้ไม่นานน่าจะสักประมาณปีที่แล้วได้
แต่ก่อนเวลาใช้คำว่าปิดตา คำแรกที่คิดออกเลยและพูดออกมาแบบมั่นใจสุดๆคือ
目をしめる
ก็ทำไมล่ะเนอะ しめるก็แปลว่าปิดเหมือนกันนี่หน่า
แป่ว
.
.
.
.
แต่ไหนได้คนญี่ปุ่นเขาไม่ใช้คำนี้กันล่ะค่ะ
จึงได้ลองไปค้นดู ที่แท้ส่วนใหญ่เขาจะใช้คำว่า
目を閉じる ไม่ก็ 目を瞑るกันล่ะค่ะ
ถึงแม้จะเป็นคำว่าปิดเหมือนกันแต่ภาษาญี่ปุ่นนี่ก็แยกการใช้ไว้หลายคำต่างจากของภาษาไทยเลยเนอะ
ก่อนใช้ก็คงต้องระวังการใช้คำกันด้วยนะคะ:)
เนื้อเพลงอาจจะดูแอบน่ากลัวไปนิดนะคะ555
妄想がね暴走する超特急に
飛び乗って 今 会いにゆきたいの
言い訳とか 理由だとか
めんどくさいなぁ
運命だから 仕方がないよね
かなわなければ この恋は
永遠にさめることもないの
何も知らない 目を閉じて
かわいいままで 星に願った
思い通りにならない 世界ならもういらない
欲しいのは1つだけ 全部 全部 全部 全部
思い通りにならない 世界とかありえない
欲しいのは1つだけ 全部 全部 全部 全部
どきどき
ดูตรงที่ตัวหนังสือสีแดงนะคะ
พอฟังเพลงนี้เลยนึกถึงเรื่องในอดีตขึ้นมาน่ะค่ะ
เป็นความเอ๋อของเจ้าของบล็อกที่มักจะเป็นอยู่เสมอล่ะค่ะ แหะๆ=w=
ที่จริงก็เป็นเรื่องที่เพิ่งรู้ได้ไม่นานน่าจะสักประมาณปีที่แล้วได้
แต่ก่อนเวลาใช้คำว่าปิดตา คำแรกที่คิดออกเลยและพูดออกมาแบบมั่นใจสุดๆคือ
目をしめる
ก็ทำไมล่ะเนอะ しめるก็แปลว่าปิดเหมือนกันนี่หน่า
แป่ว
.
.
.
.
แต่ไหนได้คนญี่ปุ่นเขาไม่ใช้คำนี้กันล่ะค่ะ
จึงได้ลองไปค้นดู ที่แท้ส่วนใหญ่เขาจะใช้คำว่า
目を閉じる ไม่ก็ 目を瞑るกันล่ะค่ะ
ถึงแม้จะเป็นคำว่าปิดเหมือนกันแต่ภาษาญี่ปุ่นนี่ก็แยกการใช้ไว้หลายคำต่างจากของภาษาไทยเลยเนอะ
ก่อนใช้ก็คงต้องระวังการใช้คำกันด้วยนะคะ:)
วันเสาร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2557
เขียนจดหมายไปขอเรียนกีต้าร์
สำหรับวันนี้จะมาลองเขียนอีเมลล์ไปขอเรียนกีต้าร์ดูนะคะ
โจทย์ก็คือเราไปเห็นโฮมเพจของอาจารย์山内 แล้วอาจารย์รับสอนคอร์สกีต้าร์ส่วนตัว
ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติมต้องเขียนอีเมลล์ไปสอบถาม
เอาล่ะ
ลองเริ่มเขียนกันดูละกันเนอะ
การลองเขียนครั้งแรก
山内修二先生へ→ผิดตั้งแต่เริ่มกันเลยทีเดียว555 เวลาเขียนอีเมลล์ถึงผู้ใหญ่ไม่ควรใช้へ
私はフラメンコギターが好きで、山内修二さんを尊敬しているヤーダーと申します。この前ホームページを見て、個人レッスンを引き受けると書いてあるので、興味を持っています。もしよしければ、詳しいことを聞かせていただけませんか。
いつか山内修二さんのように素敵なギタリストになりたいです。私の将来はフラメンコ舞踊の伴奏家として仕事をしたいと思っております。そのために、山内修二さんと個人レッスンを引き受ける機会があれば、きっといい経験になると思います。
ข้อควรระวังในการเขียน
・เริ่มจากการใช้さん เขาเป็นอาจารย์สอนกีต้าร์อยู่แล้วก็เรียกเขาไปเลยว่า先生น่าจะเป็นคำที่เหมาะสมที่สุด
・ควรจะเริ่มต้นจากการแนะนำตัว ให้เขารู้ว่าเราเป็นใคร มีพื้นฐานมาขนาดไหนแล้วก่อน บอกจุดประสงค์ให้ชัดเจน เพื่อที่จะให้เขารู้ว่าควรจะสอนเราแบบไหน
・สิ่งที่เขารู้อยู่แล้วหรือเขียนไว้ในโฮมเพจแล้วก็ไม่จำเป็นต้องบอกซ้ำ เขียนรายละเอียดที่เราอยากรู้ไปเลยให้ชัดเจน เช่น สถานที่ เวลา ค่าเรียน
พอได้รู้สิ่งที่ขาดตกบกพร่องไปก็เลยแก้ไขมาอีกรอบ
การเขียนครั้งที่2
หลังจากที่ได้แก้ครั้งที่2ไปก็ได้อาจารย์กนกวรรณช่วยตรวจประโยคที่ยังดูงงๆมาให้ล่ะค่ะ
ตามตัวสีแดงข้างบนเลย
กว่าจะได้อีเมลล์สักฉบับนึงนี่ใช้แรงไปเยอะพอสมควรเลยเนอะ5555
พอเขียนอีเมลล์เสร็จละ คราวนี้ก็มาถึงตาสำรวจコロケーションที่อยากจะศึกษาบ้างนะคะ
โดยเฉพาะคำว่า レッスンを受けました
สำหรับกิที่ใช้レッスンをするมาตลอดก็ถึงกับงงค่ะ
ก็เลยลองไปค้นดูว่าคำว่าレッスンนี่สามารถใช้ได้ในความหมายใดบ้าง
กิก็ถึงบางอ้อค่ะ
ที่แท้คนส่วนใหญ่เขาก็ใช้レッスンを受けるกันส่วนใหญ่จริงๆด้วย แต่การใช้するก็ไม่ได้ผิดนะคะ
นอกจากนั้นยังมีกริยาอีกหลายคำที่ใช้กับคำว่าレッスンได้ด้วย
เช่น
レッスンを受講する
レッスンを学ぶ
レッスンを取る
レッスンをやる
เป็นต้น
จากนี้ไปก็ไม่ต้องใช้แค่するอีกต่อไปแล้ว ต้องรีบอัพคลังคำศัพท์ซะแล้วเนอะ5555
วันนี้ก็ก็แค่นี้ก่อนละกันน้าคะ
おやすみなさい★
โจทย์ก็คือเราไปเห็นโฮมเพจของอาจารย์山内 แล้วอาจารย์รับสอนคอร์สกีต้าร์ส่วนตัว
ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติมต้องเขียนอีเมลล์ไปสอบถาม
เอาล่ะ
ลองเริ่มเขียนกันดูละกันเนอะ
การลองเขียนครั้งแรก
山内修二先生へ→ผิดตั้งแต่เริ่มกันเลยทีเดียว555 เวลาเขียนอีเมลล์ถึงผู้ใหญ่ไม่ควรใช้へ
私はフラメンコギターが好きで、山内修二さんを尊敬しているヤーダーと申します。この前ホームページを見て、個人レッスンを引き受けると書いてあるので、興味を持っています。もしよしければ、詳しいことを聞かせていただけませんか。
いつか山内修二さんのように素敵なギタリストになりたいです。私の将来はフラメンコ舞踊の伴奏家として仕事をしたいと思っております。そのために、山内修二さんと個人レッスンを引き受ける機会があれば、きっといい経験になると思います。
ヤーダー コスギ
จากการเขียนครั้งแรกทำให้ได้รู้ข้อผิดพลาดหลายอย่างเลย
ข้อควรระวังในการเขียน
・เริ่มจากการใช้さん เขาเป็นอาจารย์สอนกีต้าร์อยู่แล้วก็เรียกเขาไปเลยว่า先生น่าจะเป็นคำที่เหมาะสมที่สุด
・ควรจะเริ่มต้นจากการแนะนำตัว ให้เขารู้ว่าเราเป็นใคร มีพื้นฐานมาขนาดไหนแล้วก่อน บอกจุดประสงค์ให้ชัดเจน เพื่อที่จะให้เขารู้ว่าควรจะสอนเราแบบไหน
・สิ่งที่เขารู้อยู่แล้วหรือเขียนไว้ในโฮมเพจแล้วก็ไม่จำเป็นต้องบอกซ้ำ เขียนรายละเอียดที่เราอยากรู้ไปเลยให้ชัดเจน เช่น สถานที่ เวลา ค่าเรียน
พอได้รู้สิ่งที่ขาดตกบกพร่องไปก็เลยแก้ไขมาอีกรอบ
การเขียนครั้งที่2
山内修二先生
はじめまして私は女子大学生のヤーダー・コスギと申します。突然メールを差し上げる失礼を許しください。
私は二年前から毎週一時間のフラメンコギターのレッスンを受けました。将来はフラメンコ舞踊の伴奏家として仕事をしたいと思っています。この前に先生の演奏のライブビデオを拝見したので、とても素晴らしかったです。ぜひ、先生の個人レッスンを受けたいと思います。レッスンを受けさせていただけるかどうかお尋ねしたいと思います。
私は大学の授業を持っていますので、土曜・日曜しかレッスンを通えません。場所と時間は先生のご都合のよいでお知らせいただけませんでしょうか。
お返事は急ぎませんが、どうぞよろしくお願いいたします。
ヤーダー コスギ
หลังจากที่ได้แก้ครั้งที่2ไปก็ได้อาจารย์กนกวรรณช่วยตรวจประโยคที่ยังดูงงๆมาให้ล่ะค่ะ
ตามตัวสีแดงข้างบนเลย
จากこの前に先生の演奏のライブビデオを拝見したので、とても素晴らしかったです。
ประโยคนี้ใช้ のでแล้วเชื่อมกันไม่ค่อยได้ ก็แก้ออกมาได้เป็น
拝見したのですが、とても素晴らしいライブで感動しました。
คราวนี้ก็จะออกมาแบบมีความสมบูรณ์น่าจะใกล้เคียงที่สุด ดังนี้ค่า
山内修二先生
はじめまして私は女子大学生のヤーダー・コスギと申します。突然メールを差し上げる失礼を許しください。
私は二年前から毎週一時間のフラメンコギターのレッスンを受けました。将来はフラメンコ舞踊の伴奏家として仕事をしたいと思っています。 拝見したのですが、とても素晴らしいライブで感動しました。ぜひ、先生の個人レッスンを受けたいと思います。レッスンを受けさせていただけるかどうかお尋ねしたいと思います。
私は大学の授業を持っていますので、土曜・日曜しかレッスンを通えません。場所と時間は先生のご都合のよいでお知らせいただけませんでしょうか。
お返事は急ぎませんが、どうぞよろしくお願いいたします。
ヤーダー コスギ
กว่าจะได้อีเมลล์สักฉบับนึงนี่ใช้แรงไปเยอะพอสมควรเลยเนอะ5555
พอเขียนอีเมลล์เสร็จละ คราวนี้ก็มาถึงตาสำรวจコロケーションที่อยากจะศึกษาบ้างนะคะ
โดยเฉพาะคำว่า レッスンを受けました
สำหรับกิที่ใช้レッスンをするมาตลอดก็ถึงกับงงค่ะ
ก็เลยลองไปค้นดูว่าคำว่าレッスンนี่สามารถใช้ได้ในความหมายใดบ้าง
กิก็ถึงบางอ้อค่ะ
ที่แท้คนส่วนใหญ่เขาก็ใช้レッスンを受けるกันส่วนใหญ่จริงๆด้วย แต่การใช้するก็ไม่ได้ผิดนะคะ
นอกจากนั้นยังมีกริยาอีกหลายคำที่ใช้กับคำว่าレッスンได้ด้วย
เช่น
レッスンを受講する
レッスンを学ぶ
レッスンを取る
レッスンをやる
เป็นต้น
จากนี้ไปก็ไม่ต้องใช้แค่するอีกต่อไปแล้ว ต้องรีบอัพคลังคำศัพท์ซะแล้วเนอะ5555
วันนี้ก็ก็แค่นี้ก่อนละกันน้าคะ
おやすみなさい★
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

